อัลลอฮฺคือใคร ?

30 ธค. 60     7288

อัลลอฮฺคือใคร ?

อัลลอฮฺคือใคร ?

คนไทยจำนวนมากเข้าใจดังนี้ว่า คนพุทธนับถือพระพุทธเจ้า คนคริสต์นับถือพระเยซู ส่วนมุสลิมนับถืออัลลอฮฺ ฉะนั้น ในเมื่อพระพุทธเจ้า คือ ศาสดา(เป็นมนุษย์) พระเยซู คือ ศาสดา(ก็เป็นมนุษย์)

ดังนั้นอิสลามนับถืออัลลอฮฺ ก็คงจะเป็นศาสดาละมั้ง? ไม่ใช่ครับ อัลลอฮฺไม่ใช่มนุษย์ อัลลอฮฺเป็นพระนามที่พระผู้เป็นเจ้าเรียกพระองค์เอง

ดังนั้น มุสลิมกล่าวถึงอัลลอฮฺ ก็ให้เข้าใจว่า หมายถึง พระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวงและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ซึ่งพระเจ้านั้นมีองค์เดียวเป็นผู้สร้าง และควบคุมกฎระเบียบกลไกลของธรรมชาติ ซึ่งก็เป็นพระเจ้าเดียวกับที่ชาวยิวและชาวคริสต์นับถือ (โมเสสและเยซูก็เป็นศาสดาซึ่งพระผู้เป็นเจ้าแต่งตั้งให้มาทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนา) และจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคนนั้นรู้จักพระเจ้าครับ ถึงแม้พวกเขาจะเรียกชื่อไม่ถูกหรือไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือพระเจ้าก็ตาม แต่จิตใต้สำนึกมนุษย์รู้ว่ามีอำนาจซึ่งควบคุมอยู่เบื้องหลังความเป็นไปของธรรมชาติ และความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ มีผู้ซึ่งให้คุณและโทษอยู่เบื้องหลัง ให้มีการประสพความโชคดีและโชคร้าย มนุษย์หลายคนเชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ถ้าทำชั่วไว้ถึงแม้วันนี้จะไม่ได้รับโทษ แต่ซักวันต้องได้รับเคราะห์กรรมอย่างหนึ่งอย่างใดแน่นอน.. และเหตุที่มนุษย์มีความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ก็เพราะจิตใต้สำนึกเขารู้ว่า มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ซึ่งคอยตอบแทนผลการกระทำอยู่นั่นเอ

มุสลิมเป็นกลุ่มชนที่รักพระเจ้ามากที่สุด มีการละหมาดอย่างน้อยวันละ 5 ครั้ง และเป็นกลุ่มชนที่เคร่งครัดในกฎระเบียบที่พระเจ้าบัญญัติมากที่สุด มีความรักและใกล้ชิดพระเจ้ามากที่สุดทั้งๆ ที่เขาก็มองไม่เห็นพระเจ้าเลย

แต่วิธีการรู้จักพระเจ้าไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เรารู้จักพิจารณาไตร่ตรอง ใคร่ครวญถึงข้อเท็จจริงของธรรมชาติอย่างมีเหตุผล ยอมรับความเป็นจริงและไม่หลอกตัวเองว่าในธรรมชาตินั้นมันมีกลไกลที่สลับซับซ้อน เอาเฉพาะในระบบสุริยะจักรวาลของโลกเรานั้น มีวงโคจรของดวงดาวที่แสนมหัศจรรย์ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีความสัมพันธ์ต่อโลกและสิ่งมีชีวิตอย่างที่จะขาดไม่ได้ มันดูไร้สติหากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ๆมันก็หลงเข้ามาบรรจบและโคจรกันอย่างเหมาะเหม็งโดยบังเอิญ อย่างตำแหน่งของดวงจันทร์หากมันขยับเข้าใกล้โลกอีกนิด แรงดึงดูดของโลกก็จะดูดเอาดวงจันทร์พุ่งเข้ามาชนโลกเสียหายแน่นอน หรือถ้ามันอยู่ห่างจากเปลือกโลกไปอีกนิดมันก็จะหลุดจากวงโคจรออกไปและจะทำให้โลกของเราไม่มีน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งก็จะทำให้น้ำไม่มีออกซิเจนและทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ซึ่งดวงจันทร์มันคงไม่รู้ตัวแน่นอนว่ามันช่างมีประโยชน์ต่อโลกมนุษย์เหลือเกิน วิถีโคจรที่แน่นอนของดวงดาวต่างๆ ก็ทำให้มนุษย์สามารถคำนวณเวลาและมีวิชาดาราศาสตร์ขึ้นมาได้ จากนอกโลกเราลองเข้ามาดูสรรพสิ่งในโลกนี้ก็ล้วนเป็นความมหัศจรรย์ในเรื่องความสวยงาม ความสมบูรณ์และกลไกที่สลับซับซ้อนมากกว่านอกโลกเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นชั้นบรรยากาศก็มีประโยชน์ต่อการป้องกันความร้อนจากดวงอาทิตย์และอันตรายจากวัตถุเล็กๆนอกโลก.. น้ำ อากาศ สิ่งมีชีวิต ต่างมีความสัมพันธ์ต่อกันในระบบนิเวศน์ ซึ่งตัวมันเองก็ไม่รู้ไม่เข้าใจถึงระบบนี้นอกจากทำตามอำนาจการบัญชาของพระเจ้าเท่านั้น

ซึ่งรายละเอียดและความสลับซับซ้อนทั้งหมดเราไม่สามารถพูดกันได้วันเดียวจบ แต่ต้องทำการศึกษาความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกันทั้งชีวิตเลยทีเดียว ส่วนถ้าเราต้องการรู้จักพระเจ้าจากการดูตัวมนุษย์เองก็เช่นกัน วันเดียวคงพูดกันไม่จบเพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุด มีโครงสร้างทางพันธุกรรมที่ละเอียดซับซ้อน แต่วิธีการสังเกตอย่างง่ายๆก็ให้พิจารณาดูแล้วกันว่าระบบต่างๆในร่างกายมันทำงานกันอย่างมีระบบระเบียบอย่างไร ไม่ว่าจะระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ระบบหมุนเวียนของเลือด เส้นประสาทต่างๆ สมองและสัมผัสทั้งห้า การรับภาพของดวงตา การรับเสียงของหู การรับกลิ่นของจมูก สิ่งเหล่านี้ยังเป็นแค่เรื่องผิวๆ เปลือกๆ เท่านั้น ความจริงแล้วรายละเอียดเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์นั้นมีมากเหลือเกิน ยิ่งวิทยาศาสตร์เจริญมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้รู้ถึงความมหัศจรรย์ของการสร้างของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น

เครื่องบินลำหนึ่งๆ อยู่ๆไม่ใช่ว่ามันจะเกิดเป็นเครื่องบินขึ้นมาเอง แต่มันต้องมีสถาปนิกผู้ออกแบบ มีวิศวกรผู้คำนวณ และมีช่างผู้สร้างมันขึ้นมาโดยบังเอิญ! เช่นเดียวกันธรรมชาติซึ่งมีกลไกมีระบบซับซ้อนมากกว่าเครื่องบินหลายเท่า ถ้าใครจะบอกว่ามันเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญก็คงโง่เขลายิ่งกว่าที่ผมบอกว่าเครื่องบินเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญซะอีก! เราอย่าว่าไปถึงธรรมชาติทั้งหมดเลย เราเอาแค่นกก็พอ แค่นี้ก็เยี่ยมยอดกว่าเครื่องบินแล้ว เพราะเครื่องบินไม่มีสมองคิด ไม่สามารถผสมพันธุ์และฟักไข่แล้วคอยนำอาหารมาป้อนให้ลูก ไม่สามารถถ่ายทอดดีเอ็นเอจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่งเพื่อกำเนิดเครื่องบินมาใหม่อีกลำ!

เพราะฉะนั้นความศรัทธาในพระเจ้า จึงเป็นสัจธรรมไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อและงมงาย ดังนั้น ใครที่ต้องการจะปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าจึงมีทางออกเดียวคือ หลอกตัวเอง! ไม่ยอมรับความจริง!


อัลลอฮฺคือใคร ?

สำหรับใครที่บอกว่า ไม่มีพระเจ้า ด้วยความที่ไม่รู้นิยายของคำว่าพระเจ้านั้น ผมก็จะขอบอกว่า มุสลิมเราก็เชื่อว่า ไม่มีพระเจ้าเช่นกัน! เพราะหากเราพูดถึงคำว่า พระเจ้าแล้ว ผู้คนมักจะนึกไปถึงเทพเจ้าที่อยู่บนเมฆ เทพแห่งดวงอาทิตย์ เทพแห่งน้ำ เทพแห่งการกีฬา เทพแห่งศิลปะ เทพแห่งการทำลายล้าง ฯลฯ

ซึ่งพระเจ้าเหล่านี้อิสลามก็เชื่อว่า ไม่มีเช่นเดียวกัน มันเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงจากจินตนาการเพ้อฝันของมนุษย์ แต่ถ้ามันจะมีจริงๆ ขึ้นมาแล้วละก็ มันก็คือสิ่งที่อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติอีกที ก็คือถูกสร้างมาโดยอัลลอฮฺผู้ซึ่งสร้างธรรมชาติมานั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นชาวกรีก ชาวจีน ชาวอินเดีย หรือชาวอาหรับเองก็เชื่อว่ามีเทพเจ้าเหล่านี้โดยที่ชาวมักกะฮฺในอดีตนั้นก็เคารพบูชาเทพเจ้าหลายองค์และปั้นรูปขึ้นมาเคารพบูชา แล้วให้เทพเจ้าทั้งหลายนำคำวิงวอนขอพรไปให้ทูลแก่อัลลอฮฺพระเจ้าสูงสุดเพื่อประทานพรมาให้มนุษย์อีกที แต่อัลลอฮฺได้ยืนยันให้มนุษย์รู้ว่าเทพเจ้าเหล่านั้นไม่มีจริงมันเป็นจินตนาการที่มนุษย์เสกสรรปั้นแต่งขึ้นเอง โดยที่อัลลอฮฺได้ให้ทุกๆศาสดาที่พระองค์แต่งตั้งนั้นมาสอนคำพูดเดียวกันว่า ‘‘ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ’’ รวมทั้งท่านนบีมุฮัมมัดก็ต้องทำหน้าที่นำประโยคนี้มาสอนแก่มนุษยชาติเช่นกัน

ดังนั้นประโยคนี้จึงเป็นคำพูดที่สำคัญที่สุดของมุสลิม และสำหรับคนที่เข้ารับอิสลามคำกล่าวแรกที่เขาต้องพูดก็คือคำว่า ‘‘ลาอิลาหะอิลลัลลอฮฺ’’ ซึ่งแปลเป็นไทยว่า ‘‘ไม่มีพระเจ้า แต่มีอัลลอฮฺ’’ หรือที่เราให้ความหมายให้มีสำนวนที่ถูกต้องว่า ‘‘ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ’’ นั่นเอง ถ้าเราเคลียร์ความเชื่อตรงนี้ได้มันก็คือทางไปสู่สวรรค

พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์มาอย่างไร้จุดหมายหรือให้มนุษย์ใช้ชีวิตบนโลกอย่างไม่รู้จักบุญคุณของพระองค์เลย แต่ได้ส่งบรรดาผู้สอนสัจธรรมมาทุกยุค ซึ่งได้แก่บรรดา ‘‘นบี’’ ซึ่งแปลว่า ‘‘ผู้บอกข่าว’’ บุคคลเหล่านี้จะมาสอนให้มนุษย์ศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียว และมาแจ้งข่าวต่างๆล่วงหน้าโดยเฉพาะเรื่องการมาของนบีคนต่อๆไปหรือการมาของนบีท่านสุดท้ายคือท่านนบีมุฮัมมัด ซึ่งสำหรับท่านนบีมุฮัมมัดเองนอกจากจะเป็นผู้สอนสัจธรรมและการใช้ชีวิตให้อยู่ในทางสวรรค์และรอดพ้นนรกไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ท่านก็ยังแจ้งให้เราทราบถึงเหตุการณ์ล่วงหน้ามากมาย เพื่อให้เราเตรียมพร้อมรับมือไม่ว่าจะเป็นอุบัติภัยต่างๆที่เกิด สภาพสังคม สภาพของมนุษย์ ข่าวดีข่าวร้าย สำหรับโลกมุสลิม ฯลฯ ซึ่งมันได้ทยอยเกิดขึ้นจริงเกือบจะครบทุกข้อแล้ว ส่วนบรรดานบีนี้จะมีบางคนที่ถูกแต่งตั้งให้เป็น ‘‘รอซูล’’ ซึ่งแปลว่า ‘‘ผู้นำสาสน์’’ (ซึ่งสาสน์ที่นำมาก็คือสาสน์หรือศาสนา) ในภาษาไทยมักจะแปลว่า ‘‘ศาสนทูต’’ ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่นำคำสอนหรือคัมภีร์จากพระเจ้ามาเทศนาให้แก่มนุษย์ ซึ่งบรรดานบีและรอซูลนั้นจะได้รับการดลใจหรือที่เรียกว่าวิวรณ์ (วะฮีย์) ให้พูดหรือกระทำสิ่งต่างๆ ฉะนั้นในอิสลามจึงไม่มีคำว่า ‘‘ศาสดา’’ แต่เพื่อความเข้าใจได้ง่ายสำหรับคนต่างศาสนิกเราจึงเรียกบรรดานบีและรอซูลว่าศาสดา ซึ่งมีความหมายที่ใกล้เคียงที่สุดสำหรับภาษาไทย เนื่องจากในความเชื่อของคนไทยเรานั้นศาสดาหมายถึงผู้ก่อตั้งศาสนาหรือลัทธิด้วยตนเอง แต่สำหรับภาษาอังกฤษนั้นไม่มีปัญหาครับเพราะคำว่า ‘‘Prophet’’ มีความหมายเดียวกับทั้งว่า ‘‘นบี’’ และคำว่า ‘‘ศาสดา’’ ซึ่งคำว่า Prophet แปลว่าผู้ที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้สอนศาสนาหรือแจ้งข่าวก็ได้ หรือจะแปลว่าผู้ก่อตั้งศาสนาก็ได้

บรรดารอซูลทั้งหลายต่างก็ได้ทำหน้าที่เผยแผ่คัมภีร์ ซึ่งก็คือพระดำรัสจากพระเจ้า อย่างเช่นท่านนบีมุฮัมมัดก็ได้รับคัมภีร์อัล-กุรอานโดยได้รับการดลใจให้กล่าวออกไปในลักษณะค่อยๆทยอยมาทีละโองการ กว่าจะครบทั้งเล่มก็ใช้เวลาถึง 23 ปี ก่อนหน้ายุคของนบีมุฮัมมัดนั้นรอซูลท่านอื่นๆก็ทำหน้าที่นี้เช่นกัน เช่นท่านนบีดาวูด(เดวิด)ได้รับคัมภีร์ซะบูร, นบีมูซา(โมเสส)ได้รับคัมภีร์เตารอด(ไบเบิ้ลฉบับพันธสัญญาเก่า), และนบีอีซา(เยซู)ได้รับคัมภีร์อินญีล(ไบเบิ้ลฉบับพันธสัญญาใหม่) เป็นต้น แต่เนื่องจากบรรดานบีและรอซูลทั้งหลายในอดีตเมื่อท่านเสียชีวิตไป คำสอนก็ถูกบิดเบือน เนื้อหาของคัมภีร์ก็จะถูกแก้ไขไปบางส่วน และทำให้ศาสนาอิสลามของพระเจ้าถูกบิดเบือนหรือแตกออกไปเป็นศาสนาอื่น ฉะนั้นจึงทำให้แต่ละศาสนามีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับอิสลามในบางเรื่อง (ต่างกับที่เราเรียนในตำราของพวกลัทธิวัตถุนิยมว่า ศาสนาอิสลามถูกพัฒนาลอกเลียนมาจากศาสนาอื่น) แต่ที่พระเจ้าให้เป็นเช่นนั้นได้ก็เพราะจะได้ให้นบีมุฮัมมัดมาเป็นรอซูลคนสุดท้ายเพื่อปิดฉากการประทานคัมภีร์ บรรดารอซูลแต่ละท่านนั้นไม่ได้มาสอนศาสนาใหม่แต่มายืนยันในคำสอนเดิมของรอซูลคนก่อนๆ อย่างในคัมภีร์ไบเบิ้ลก็ได้กล่าวว่าพระเยซูพูดว่า ‘‘อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำพูดของผู้เผยวัจนะ เรามิได้มาเลิกล้างแต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ’’ (ในมัทธิว 5) นบีมุฮัมมัดก็เช่นกัน ท่านไม่ได้ปฏิเสธคำสอนของรอซูลคนก่อนๆ แต่มาทำหน้าที่ทำให้มันสมบูรณ์ขึ้น และสำหรับยุคของท่านนั้นถือว่ามีคำสอนที่สมบูรณ์ที่สุดในทุกเรื่องทุกศาสตร์ เพราะเป็นรอซูลคนสุดท้าย พระเจ้าได้กล่าวในอัล-กุรอานว่า ‘‘วันนี้เราได้ทำให้ความครบถ้วนสมบูรณ์แก่ศาสนาของเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของเรา เราเลือกอิสลามให้เป็นศาสนาของสูเจ้า’’ (บทอัล-มาอิดะฮฺ โองการที่ 3)

สำหรับท่านนบีมุฮัมมัดนั้นเป็นรอซูลท่านสุดท้าย จะไม่มีนบีและรอซูลอีกหลังจากนี้ ศาสนานั้นได้สมบูรณ์ไปแล้ว นบีมุฮัมมัดเป็นรอซูลของมนุษย์ทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์ในยุคนี้ซึ่งเป็นกลุ่มชนยุคสุดท้ายของโลก ดังนั้นกฎบัญญัติต่างๆจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว
เพราะฉะนั้นศาสนาอิสลามจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสอนไปตามกระแสสังคม เพราะถือว่าคำสอนที่พระเจ้าประทานมาให้นบีมุฮัมมัดนั้นเหมาะสำหรับมนุษย์และครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว และบังคับใช้นับตั้งแต่สมัยท่านนบีมุฮัมมัดประกาศศาสนาไปถึงอนาคตจนกระทั่งวันสิ้นโลก

ส่วนสำหรับบางคนคงมีคำถามว่ในเมื่อพระเยซูเป็นนบีของอิสลาม แต่ทำไมศาสนาคริสต์จึงมีความเชื่อแตกต่างไปจากอิสลาม เช่นเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าที่มาจุติเป็นมนุษย์และเป็นผู้ไถ่บาปให้มนุษย์? ..ตรงนี้ก็ต้องเป็นคำถามชวนขบคิดสำหรับชาวคริสต์เองว่า ไปเอาความเชื่อแบบนี้มาจากไหน? มันมาจากการอุตริความเชื่อขึ้นเองของคริสตจักรในอดีตใช่หรือไม่? เราไม่พบว่ามีความเชื่อแบบนั้นถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเลย ในคัมภีร์ไบเบิ้ลพระเยซูได้กล่าวว่า ‘‘พระเจ้าของเราคือพระเจ้าองค์เดียว’’ (มาระโก 12:29) ไม่เคยมีกล่าวถึงพระเจ้าสามภาคหรือไตรภาคี จากการที่ชาวคริสต์เข้าใจว่าพระเยซูคือพระเจ้าทำให้ชาวคริสต์นั้นไม่รู้จักกับพระเจ้าอย่างแท้จริง ไปรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้าแบบผิดๆ เท่านั้นไม่พอมันยังเป็นการทำให้คนศาสนิกอื่นทั่วไปเข้าใจความหมายของคำว่าพระเจ้าแบบผิดๆไปด้วย (ก็พระเจ้าดันมาเป็นมนุษย์ซะแล้ว!) และคำว่าพระบุตรหรือบุตรของพระเจ้าในคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นก็ไม่ได้ถูกใช้กับพระเยซูคนเดียว แล้วไฉนเลยชาวคริสต์จึงไม่ถือว่าคนอื่นๆนั้นเป็นผู้ไถ่บาปไปด้วย?

เพราะฉะนั้น มุสลิมเราไม่มีความเชื่อครับว่า พระเจ้าจะให้มนุษย์เพื่อไถ่บาปให้มนุษย์เอง! มุสลิมเราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาบริสุทธิ์ แต่โตมาแล้วใครทำอะไรไปนั่นแหละครับมีบุญบาป ซึ่งสิ่งเหล่านี้พระเจ้าก็ได้ส่งนบีจำนวนนับแสนและรอซูลมาสอนให้มนุษย์ได้แยกแยะว่าอันไหนผิดอันไหนถูก มุสลิมเราเคารพศรัทธาต่อนบีและรอซูลทุกคน แต่เราไม่พบแหล่งอ้างอิงที่จะสืบได้ว่านบีท่านนั้นๆสอนไว้จริงพูดไว้จริงหรือเปล่า เพราะคัมภีร์ของนบีคนก่อนๆทั้งหลายนั้นถูกบิดเบือนและแก้ไขไป เพราะฉะนั้นเราจึงใช้คัมภีร์อัล-กุรอานเป็นเครื่องชี้วัดว่าในคัมภีร์เก่าๆนั้นมีส่วนใดบ้างที่เนื้อหาถูกต้อง เนื่องจากอัล-กุรอานไม่มีการถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่เคยมีการสังคายหน้า และการที่จะเรียกว่าเป็นอัล-กุรอานได้นั้นก็จะนับแต่เฉพาะภาษาอาหรับ(ที่นบีมุฮัมมัดกล่าวออกมา)เท่านั้น เราไม่นับที่ถูกแปลไปเป็นภาษาอื่นว่าเป็นอัล-กุรอาน ซึ่งทั้งประชาชาติมุสลิมมีการท่องจำอัล-กุรอานและมีการบันทึกอย่างดาษดื่นนับตั้งแต่ยุคที่ถูกประทานเรื่อยมา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครกล้าแก้ไขอัล-กุรอาน เพราะหากแก้เพียงตัวอักษรเดียวมุสลิมส่วนใหญ่ก็จะรู้ทันที เพราะเขาสามารถท่องจำอัล-กุรอานมันได้หมด ดังนั้นเมื่อมาถึงปัจจุบันเราจึงเห็นได้ว่าคัมภีร์อัล-กุรอานที่ถูกพิมพ์ไปทั่วโลก ก็ยังคงความเหมือนกันหมดทุกตัวอักษร ดังที่พระเจ้าได้กล่าวไว้ว่าจะพิทักษ์รักษาอัล-กุรอานไว้ไม่ให้ถูกเปลี่ยนแปลง

ที่มา: กลุ่มไลน์
islamhouse.muslimthaipost.com


เป็นเพื่อน Line กับเรา