อิสลามในปัจจุบัน ยุคแรก. ยุคอุดมการณ์

26 สค. 56     117526

อิสลามในปัจจุบัน
ISLAM TODAY
โดย อบุล อะลา เมาดูดี
บรรจง บินกาซัน แปล


1. ลักษณะของปัญหา
2. ยุคแรก. ยุคอุดมการณ์
3. สาเหตุที่แท้จริงของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
4. ยุคที่สอง. ระบบกษัตริย์และผลลัพธ์ทางวัฒนธรรม
5. สาเหตุที่ทำให้ระบบกษัตริย์ประสบความสำเร็จ
6. การแตกแยกในหมู่ผู้นำ
7. การขาดการศึกษาที่เหมาะสม
8. การถือพรรคถือพวก
9. ความเห็นแก่ตัว
10. ยุคที่สาม. ความเป็นทาสและผลที่ติดตามมา
11. การเปลี่ยนผู้นำ
12. ขบวนการปลดแอก
13. ยุคที่สี่. หลังจากเป็นอิสระ/โศกนาฏกรรมครั้งใหม่
14. ความยุ่งยากที่แท้จริง
15. การต่อสู้ในปัจจุบัน    
16. อนาคต
17. อิสลามยังใช้ได้หรือไม่ในปัจจุบัน


ลักษณะของปัญหา


 คนทั่วไปมักมีความเข้าใจว่า “อิสลามในปัจจุบัน” มีความหมายเช่นเดียวกับมุสลิมปัจจุบัน และมักจะใช้คำว่า อิสลามกับมุสลิมไขว้เขวอยู่เสมอ ดังนั้นเราต้องทำความเข้าใจตั้งแต่แรกเสียก่อนว่า


“อิสลามที่แท้จริง”    นั้นมิใช่หมายถึงสภาพของมุสลิมในปัจจุบัน    หรือมิใช่หมายความว่าอิสลามในยุคนี้  เพราะว่าอิสลามนั้นเป็นสัจจธรรมอันอมตะซึ่งมิได้เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาที่ผ่านไป   และอิสลามก็มิได้แตกต่างจากของที่เป็นมาอยู่เดิมหรือที่จะเป็นต่อไป  พื้นฐานสัจธรรมของหลักการ


อิสลามเป็นสิ่งที่อมตะ  และไม่ขึ้นอยู่กับเวลา 

เช่น  ความจริงที่ว่าจักรวาลนี้มีผู้สร้างเพียงองค์เดียวโดยไม่มีใครมาเป็นภาคีหรือหุ้นส่วน  ซึ่งเป็นความจริงมาตั้งแต่พันล้านปีตลอดจนถึงทุกวันนี้ ก็จะยังคงเป็นจริงต่อไปในอีกพัน ๆ  ปีข้างหน้า  ทำนองเดียวกันมันก็เป็นจริงต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า หน้าที่ของสรรพสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างมาในจักรวาลนี้ก็คือ  เคารพภักดีและเชื่อฟังพระองค์ กาลเวลาที่ผ่านไป มิได้ทำให้สัจธรรมนี้เปลี่ยนแปลง  เพราะสัจธรรมมิได้ขึ้นอยู่กับกาลเวลาหรือสถานที่  เพราะ สัจธรรมที่แท้จริงนั้นเป็นสิ่งที่อมตะและมิอาจเปลี่ยนแปลงได้


 ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องที่เราจะต้องพูดกันก็มีอยู่สองเรื่องด้วยกัน

เรื่องที่  1  คือ   ทุกวันนี้มุสลิมกำลังประพฤติตรงข้ามกับอิสลามอย่างไร ?   

                      มุสลิมในปัจจุบันนี้มีทัศนคติต่ออิสลามอย่างไร ?

                     อิสลามมีอิทธิพลต่อชีวิตของพวกเขาขนาดไหน ?


เรื่องที่  2  คือ  เป็นไปได้ไหมที่โลกในปัจจุบันจะยอมรับอิสลามและนำมาใช้ปฏิบัติ  และถ้าโลกยอมรับจะ ยอมรับอย่างไร ? 

                     และสิ่งสำคัญที่จะต้องพูดถึงก็คือ ปัจจุบันอิสลามสามารถที่จะนำมาใช้ได้ หรือไม่ ?

     เรื่องแรกที่เกี่ยวกับทัศนะของมุสลิมในปัจจุบันต่ออิสลามความศรัทธาและอิทธิพลของมันต่อชีวิตนั้น 

      ในขั้นแรกเราจะต้องหันกลับไปดูประวัติศาสตร์อิสลามเสียก่อน เพราะสถานการณ์ปัจจุบันของเรานั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาพของเราในอดีตและทำนองเดียวกันสภาพในปัจจุบันก็จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของเรา

     ดังนั้นเพื่อที่จะศึกษาและวิเคราะห์ถึงทัศนคติปัจจุบันของมุสลิมต่ออิสลาม  เราก็จะต้องรู้ว่ามุสลิมในอดีตมีทัศนคติต่ออิสลามอย่างไรด้วย 

     ดังนั้นการสืบหาเหตุผลทางประวัติศาสตร์จะทำให้เราได้รู้ถึงทัศนคติและพฤติกรรมของเราในปัจจุบันและสามารถที่จะตัดสินถึงทัศนคติของเราในอนาคตได้ด้วย

      จากการสำรวจทางประวัติศาสตร์ทำให้เราเห็นได้ว่ามุสลิมได้ผ่านระยะเวลาทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ๆ มาสามระยะด้วยกันและขณะนี้มุสลิมกำลังอยู่ในระยะที่สี่
 
ยุคแรก. ยุคอุดมการณ์ 


       ประวัติศาสตร์ในระยะแรกของอิสลาม เริ่มต้นด้วยชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า   มุฮัมมัด  ได้ถูกพระผู้เป็นเจ้าเลือกและมอบหมายให้มากอบกู้ชีวิตของมนุษยชาติบนพื้นฐานแห่งความศรัทธาในเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า ความเชื่อในชีวิตโลกหน้า และการเชื่อฟังคำสอนของศาสดา  ช่วงระยะเวลาอันยาวนานถึง 13 ปี ที่บุคคลผู้นี้ประกาศคำสอนดังกล่าวในมักกะฮฺ  วิถีชีวิตของเขาเป็นสิ่งที่อิสลามต้องการที่จะสร้างขึ้นเพื่อเป็นแบบอย่างแก่มนุษยชาติไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม  ความประพฤติ  คำพูด  การปฏิบัติต่อคนอื่นและทัศนคติที่มีต่อมนุษย์  คนผู้นี้ได้แสดงให้เห็นว่าบุคลิกลักษณะและความดีงามทางศีลธรรมชนิดไหนที่อิสลามต้องการให้มีขึ้น  และผู้มีศรัทธาในอิสลามจะปฏิบัติตัวอย่างไรในชีวิตประจำวันที่แสนจะสับสนวุ่นวาย  ซึ่งศาสดาแห่งอิสลามได้แสดงแบบอย่างเอาไว้ให้อย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์แล้ว

      ไม่นานนักคำสอนของท่านศาสดา     และแบบอย่างของท่านก็เริ่มบังเกิดผลในหมู่ประชาชน และภายในไม่กี่ปีก็มีคนเข้ามาร่วมกับท่านมากขึ้น    บรรดาผู้หันมายอมรับอิสลามได้ยอมรับคำสอนของท่านศาสดาอย่างถ่องแท้ทุกแง่มุม   และหลังจากที่พวกเขาเหล่านั้นยอมรับอิสลามด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงแก่นแล้วคนเหล่านั้นก็ได้หล่อหลอมชีวิตของตนตามแบบอย่างที่ท่านศาสดาได้วางไว้ ชีวิตของแต่ละคนที่หันมายอมรับอิสลามในมักกะฮฺในช่วง 13 ปีแรกนั้นต้องประสบกับความตรากตรำลำบากและถูกหล่อหลอมด้วยเพลิงปฏิวัติซึ่งอิสลามต้องการให้ทุกคนมี พวกเขาเหล่านั้นพร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่ออิสลามและยินดีเสมอที่จะยอมรับความเจ็บปวดความทุกข์ทรมานที่ตนจะต้องประสบ   

      ทั้งนี้เพราะพวกเขาเหล่านั้นมีความซาบซึ้ง และยึดมั่นในอุดมการณ์อิสลามอย่างเหนียวแน่น ยิ่งไปกว่านั้นคนเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะรับเอาอิสลามไว้แก่ตัวเฉย ๆ  เพียงอย่างเดียงเท่านั้น    แต่คนเหล่านี้ยังได้ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะสถาปนาอิสลามขึ้นเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ    และให้มันเป็นระบอบสูงสุดของ โลกด้วย  จนถึงกับกล้าเอาชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพันเพื่อประกันว่าพวกเขาจะไม่มีวันถูกแนวทางอื่นใดมาครอบงำอีก

        ภายใน 13 ปี    เมื่อท่านศาสดาสามารถรวบรวมกลุ่มคนเล็ก ๆ ได้กลุ่มหนึ่งแต่เป็นกลุ่มที่มีความกล้าหาญ   เสียสละและไม่คำนึงถึงตนเอง   ท่านก็อพยพไปยังนครมดีนะฮฺพร้อมกับคนกลุ่มนี้  ที่นั่นท่านได้สร้างนครรัฐเล็ก ๆ  ขึ้นซึ่งมีพื้นที่ไม่เกินเมืองเล็ก ๆ  ในปัจจุบันนี้   และมีประชากรเพียง 6-7,000  คน   

      แต่ในไม่ช้ารัฐเล็ก ๆ นี้ได้กลายมาเป็นรัฐที่ท้าทายต่อรัฐอาหรับทั้งหมด  ท่านศาสดาซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง    และเป็นผู้นำได้เริ่มสถาปนาระเบียบสังคมใหม่ซึ่งเป็นระบบที่คัดค้านต่อระบบสังคมของชาวอาหรับก่อนหน้าอิสลามขึ้น ภายในระยะเวลาเพียง 2-3 ปี    ท่านก็ประสบความสำเร็จในการก่อตั้งสังคมและรัฐแห่งอิสลาม  ระบบสังคมดังกล่าวเป็นระบบสังคมตามอุดมการณ์แห่งอิสลาม

    เป็นอารยธรรมและวัฒนธรรมของมนุษยชาติ  เป็นศีลธรรมและจริยธรรมของบุคคลเป็นความยุติธรรมทางสังคม  และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจเป็นภราดรภาพ และเป็นความสมานฉันท์กันในสังคม  คำสอนของอิสลามมิได้เป็นแต่เพียงทฤษฎีเท่านั้น 

แต่มันได้กลายเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของบุคคล และสังคมในสมัยของท่านศาสดาแล้ว   ทีนี้ท่านก็เห็นได้ด้วยตาของท่านเองแล้วว่าคนประเภทไหนที่อิสลามต้องการที่จะสร้างขึ้น และสังคม   การเมือง   ตลอดจนเศรษฐกิจประเภทไหนที่อิสลามต้องการจะสถาปนาขึ้นในชีวิตของมนุษยชาติ


      ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง  8  ปีอาณาเขตของรัฐเล็ก ๆ นี้ก็ได้แผ่ขยายปกคลุมเนื้อที่หลายตารางไมล์    และทำให้จิตใจของมุสลิมจำนวนพันสามารถครอบครองคาบสมุทรอาหรับทั้งหมดซึ่งมีเนื้อที่กว่าล้านตารางไมล์ได้    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมิได้เป็นแต่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเท่านั้น 

     แต่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตของสังคมทุก ๆ ด้านด้วยไม่ว่าจะเป็นเรื่องทัศนคติแห่งชีวิต ค่านิยม ศีลธรรม และวิถีการดำเนินชีวิตของคนในทะเลทรายอาหรับ และต่อมาการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ทั้งในเนื้อหาและรูปแบบของอารยธรรมและวัฒนธรรมของคนพวกนี้ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในเวลาต่อมา

      หลายศตวรรษก่อนที่อิสลามจะกำเนิดขึ้น    พวกอาหรับได้แตกแยกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า  ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความหยาบช้าป่าเถื่อน เป็นศัตรูต่อกัน    และอาฆาตล้างแค้นกันไม่รู้จักจบสิ้น

      แต่เมื่ออิสลามมา อิสลามได้กวาดล้างสิ่งเหล่านี้ออกไปสถาปนาความเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นมาในสังคม   

     นอกจากนั้นแล้วอิสลามยังได้ทำการปฏิวัติแนวความคิด  ศีลธรรมและวัฒนธรรมของคนในสังคมเป็นผลสำเร็จมาแล้วด้วย    เป็นเรื่องที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่นักประวัติศาสตร์ที่มีใจอคติได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้อย่างผิด ๆ ว่าเป็นผลที่เกิดจากสงคราม และการรุกรานอย่างต่อเนื่องกัน    และนักบูรพคดีหลายคนก็เที่ยวตะโกนว่า อิสลามเผยแพร่ด้วยคมดาบ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วจำนวนผู้คนทั้งสองฝ่ายที่ตายในสงครามในสมัยของท่านศาสดานั้นมีไม่เกิน 1,200 คน   ใครก็ตามที่วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าในการปฏิวัติสังคมของมนุษย์ที่มีความกักขฬะนั้นมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการที่จะต้องใช้ดาบบ้างเป็นบางครั้งบางคราว

สาเหตุที่แท้จริงของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่


 ความจริงแล้ว สาเหตุที่แท้จริงของความสำเร็จในการปฏิวัติครั้งใหญ่ในสมัยของท่านศาสดานั้นเป็นเรื่องยากเกินกว่าที่พวกที่กล่าวร้ายอิสลามจะเข้าใจได้  

ในช่วงสามปีแรกที่ท่านศาสดาเผยแพร่อิสลามอยู่ในมักกะฮฺนั้น    มีคนจำนวนน้อยเหลือเกินที่เข้าใจความหมายและความสำคัญของคำสอนแห่งอิสลาม   มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่มีพรสวรรค์ทางสติปัญญาที่จะสามารถเข้าใจอุดมการณ์อิสลามได้อย่างซาบซึ้ง   จนมีความกล้าหาญพอที่จะกล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อเห็นแก่อุดมการณ์ที่ตนยอมรับ  

 แต่หลังจากที่ท่านศาสดาอพยพไปมดีนะฮฺแล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงด้วยความช่วยเหลือของบรรดาสาวกที่มีจิตใจเสียสละ และเต็มไปด้วยวิญญาณแห่งอิสลาม ท่านศาสดาก็ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งระบบสังคมอิสลามขึ้นในนครมดีนะฮฺ


 ในฐานะที่เป็นผู้นำแห่งรัฐอิสลามซึ่งเป็นอิสระ   ท่านได้เริ่มวางแผนปฏิรูปสังคมและวางหลักการทางศีลธรรม   สังคมและอุดมการณ์ทางการเมืองตามความศรัทธาใหม่ให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นหลังจากนั้น สังคมแห่งอิสลามก็มีแต่ความสงบ    ความเป็นปึกแผ่นสมานฉันท์ มีความยุติธรรม เสมอภาคและภราดรภาพ    

    ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าอิสลามสามารถแก้ปัญหาความยุ่งยากทางเศรษฐกิจและทำให้ชีวิตของมนุษย์สูงส่งขึ้นมาได้อย่างไร    ไม่มีใครหรอกที่จะปฏิเสธความจริงที่ตำตาตัวเองอยู่    นอกจากพวกที่ปิดหูปิดตา   ไม่ยอมมองถึงสิ่งที่อิสลามสร้างขึ้นมาเท่านั้น แม้แต่บรรดาผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศัตรูกับท่านศาสดา    และยอมเข้าชีวิตของตนเข้าแลกเพื่อทำลายอิสลามอย่างเช่น  คอลิด  บินวาลิด  ผู้กล้าหาญอัครีมะฮฺ    บินอบู ญะฮัล    และอัมรฺบิน อาส ก็ได้หันมายอมรับอิสลาม    และแม้แต่คนอย่าง อบู ซุฟยานกับ ฮินด์ ผู้โหดเหี้ยม     ก็ยังหันมายอมรับอิสลามเป็นศาสนาที่แท้จริง ดังนั้นระบบสังคมอิสลามที่ท่านศาสดาได้สถาปนาขึ้นจึงเป็นหัลกฐานที่มิอาจปฏิเสธได้ถึงความแข็งแกร่งในความศรัทธา และการยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนที่อิสลามกำหนดอย่างเคร่งครัด

     เพราะการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ในครั้งนั้นท่านศาสดาจึงประสบผลสำเร็จในการสร้างประชมคมใหม่    และทำให้ชีวิตของคนในประชาคมนั้นอยู่ภายใต้หลักการและคำสอนอิสลาม    และมีความคิดความเชื่อแบบอิสลามอย่างบริสุทธิ์ พวกเขาไม่เคารพพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ   ลักษณะส่วนบุคคลและศีลธรรมทางสังคมที่ตกทอดมาแต่บรรพกาลถูกสลัดทิ้งไปจนหมดสิ้น ในขณะเดียวกันชีวิตของพวกเขาก็ถูกหล่อหลอมใหม่ด้วยจริยรรมแห่งอิสลามอารยธรรมและวัฒนธรรมของสังคมพวกเขาเป็นไปตามอิสลามทุกประการ    และรัฐก็ถูกปกครองด้วยกฎหมายอิสลาม ชีวิตของประชาคมถูกอุทิศให้กับแนวทางของอิสลามโดยหมดสิ้น    และแล้วสมาชิกทุกคนในสังคมก็พร้อมที่จะตายเพื่อความศรัทธา และอุดมการณ์ของตน   

     นอกจากนั้นแล้วคนในสังคมอิสลามได้สัญญาว่าจะยึดมั่นในบรรทัดฐานของพระผู้เป็นเจ้า    และเชิดชูแนวทางของพระองค์ไว้เป็นอุดมการณ์สูงสุดของสังคมด้วย เชื่อว่าจุดประสงค์ของการตั้งรัฐอิสลามขึ้นมาก็เพื่อนำหลักการอิสลามมาใช้ในดินแดนของตนและต่อสู้เผยแพร่ความศรัทธาไปยังส่วนอื่น ๆ ของโลกดังนั้นการประกาศอิสลามจึงเป็นภารกิจของประชาคมใหม่นี้

       หลังจากที่ได้มีการก่อร่างสร้างประชาคมมุสลิมขึ้นมาเป็นครั้งแรกแล้ว การสถาปนารัฐอิสลามก็ยังคงดำเนินต่อมาในช่วงระยะเวลาของคอลีฟะฮฺทั้งสี่ ภายในเวลาไม่กี่ปีอิสลามก็แผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางตั้งแต่เตอรกีสถาน    อาฟกานิสถานไปจนจรดอาฟริกาเหนือ   

      ปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ชวนให้คิดถึงสาเหตุของมันอย่างยิ่ง    หากจะพิจารณาแล้วเราจะเห็นได้ว่าการแผ่ขยายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจากอำนาจทางด้านวัตถุแต่ประการใด     เพราะในเวลานั้นประชาชนอาหรับเองก็มิได้มีกำลังทางวัตถุที่เข้มแข็งเกรียงไกรแต่อย่างใด    แผ่นดินก็ยังขาดทรัพยากรธรรมชาติ และประชากรชาวอาหรับเองก็มีไม่ถึง 10 ล้านคน     แม้กระทั่งทุกวันนี้ ดังนั้น สาเหตุแห่งปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่นั้นจะต้องมีอะไรที่มากไปกว่าวัตถุอย่างแน่นอน


 ความจริงพลังแล้วพลังอำนาจที่นำอิสลามไปสู่ชัยชนะก็คือลักษณะและการปฏิบัติตัวของมุสลิมทั้งในยามสงบศึกและยามศึกในการปกครองดินแดนที่ยึดครองได้ และในการปฏิบัติต่อศัตรูที่ถูกปราบปรามซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามแบบอิสลามโดยไม่มีความด่างพร้อย   

 ดังนั้น     เมื่อธรรมได้กลายมาเป็นอำนาจและผู้มีศีลสัตย์พลังอันยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้น    พลังนี้มิได้พิชิตเพียงแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังพิชิตใจคนอีกด้วย และนี้คือสาเหตุที่ทำให้ความสำเร็จอันมหัศจรรย์เกิดขึ้น


 หลังจากที่อิสลามสามารถพิชิตอาณาจักรอิหร่าน และโรมันได้แล้ว ประชาชนที่อยู่ใต้อำนาจของอาณาจักรอิกร่านและอาณาจักรโรมันก็ได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างลักษณะและการปฏิบัติของผู้ปกครองใหม่ได้อย่างดี ภายใต้การปกครองเก่าประชาชนเข็ดขยาดหวาดกลัวต่อความโหดร้ายของผู้ปกครองจนมิอาจที่จะจินตนาการได้

แต่เมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของอิสลามประชาชนกลับได้เห็นว่าผู้ปกครองมุสลิมล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้มาตรฐานบทบัญญัติทางศีลธรรม และการปกครองแบบอิสลามอย่างเคร่งครัดทั้งสิ้น


 นอกจากนั้นแล้วกองทัพของอิสลามก็ยังทำให้ชาวเมืองที่ถูกพิชิตต้องประทับใจในความมีระเบียบวินัยด้วย ขณะที่กองทัพอิสลามยาตราผ่านมายังเมืองที่ยึดครองได้นั้น     ผู้หญิงจำนวนพัน ๆ คนจะยืนอยู่บนระเบียงบ้านเฝ้ามองดูขบวนแถวทหารอันมีระเบียบสวยงามเดินผ่านไปอย่างสนใจและชื่นชม แต่ไม่มีทหารสักคนหนึ่งคนใดในแถวทหารของพระผู้เป็นเจ้าชำเลืองมองดูความสวยงามของผู้หญิงที่อยู่บนระเบียงนั้นเลย   

เพราะก่อนหน้านี้สิ่งที่พวกเขาประสบพบเห็นมาก็คือ    เมื่อกองทัพใดได้รับชัยชนะเกียรติของสตรีจะถูกย่ำยีทำลายอย่างยับเยิน ด้วยเหตุเช่นนี้เองมันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่กองทัพของผู้พิชิตใหม่จะชนะใจของประชาชนในดินแดนที่ถูกครอบครอง


 ความรอบคอบเกี่ยวกับการให้เกียรติสตรีนี้เป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งของกองทหารอิสลาม นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีคุณลักษณะ    ที่แสดงถึงความซื่อสัตย์ทางด้านการเงินและอื่น ๆ อีกด้วย           

     ตัวอย่างเช่น เมื่อเวลาใดที่กองทัพมุสลิมถูกศัตรูบีบบังคับให้จำต้องถอนทหารออกจากส่วนหนึ่งส่วนใดของดินแดนที่ครอบครองอยู่ ทางกองทัพก็จะจ่ายเงินภาษีทั้งหมดที่เก็บมาจากประชาชนเพื่อเป็นค่าคุ้มครองคืนให้แก่ประชาชนไป เพราะกองทัพไม่มีภาระหน้าที่ที่จะต้องบริหารหรือรับผิดชอบในการพิทักษ์รักษาชีวิต    และทรัพย์สินของผู้ที่อยู่ใต้ปกครองอีก ผิดกับผู้พิชิตก่อนๆ ที่เข้ามาแล้วไม่เพียงแต่จะไม่คืนภาษีที่เก็บมาเท่านั้น   

     แต่ยังฉกชิงหรือปล้นสดมภ์จนหนำใจก่อนที่จะถอนไปจากดินแดนที่พวกตนครอบครองอีกด้วย ประชาชนในแผ่นดินเหล่านั้นไม่เคยคาดคิดว่าผู้พิชิตคนใดจะมีความซื่อตรงในเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง    และการปกครองมาก่อนเลย แต่เมื่อเขามาพบกับอิสลามแล้วเขาก็ได้พบเห็นลักษณะของความเอื้ออารี และความดีงามในทุก ๆ ด้านของชีวิตและเพราะคุณธรรมประจำใจนี่เองที่ทำให้มุสลิมชนะใจประชาชนในดินแดนต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาด

      สิ่งต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานั้นคือ    พลังอำนาจที่แท้จริงที่ทำให้มุสลิมสมัยก่อนสามารถครอบครองส่วนใหญ่ของโลกเอาไว้ได้ แน่นอนพวกเขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จโดยอาศัยลักษณะคุณธรรมส่วนบุคคลเอาชนะใจคนมากกว่าที่จะใช้อาวุธ    พวกเขาแต่ละคนรับอิสลามด้วยพื้นฐานของความเข้าใจอย่างซาบซึ้งในคำสอน    และได้หล่อหลอมบุคลิกลักษณะของตัวเองด้วยจิตวิญญาณแห่งความศรัทธา

     ดังนั้น    ในชีวิตและพฤติกรรมของเขาในทุกย่างก้าวเขาจะปฏิบัติตามคำสอนและบทบัญญัติของอิสลามด้วยความศรัทธาอันเต็มเปี่ยม   ไม่มีสิ่งอันยั่วยวนอันใดที่สามารถจะทำให้พวกเขาหันห่างออกไปจากแนวทางของอิสลามได้ และไม่มีอำนาจใด ๆ ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนจะสามารถขวางหน้าพวกเขาได้ ประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพวกนั้นไม่ใช่เป็นทาสทางการเมือง   

แต่เป็นผู้ที่เต็มใจที่จะอยู่ใต้การปกครอง และผู้ที่ได้รับการดูแลประชาชนเหล่านั้นได้เข้ารับศาสนาของผู้ปกครอง  

ยอมรับวัฒนธรรมและแม้กระทั่งภาษาของพวกเขา    และแม้กระทั่งทุกวันนี้ประชาชนที่ถูกพิชิตก็ยังคงนับถือมุสลิมเหมือนกับวีรชนผู้เป็นแบบอย่างของพวกเขา    ยิ่งกว่านั้นพวกเขาก็ไม่อยากแสดงตัวเองว่าเป็นคนพวกเดียวกับเพื่อนร่วมชาติหรือบรรพบุรุษที่มิใช่มุสลิมของพวกเขาเองด้วย    แล้วการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันด่วนในชีวิตและความคิดของมนุษย์จะเกิดขึ้นด้วยกำลังอาวุธได้อย่างไร ?


 นั่นเป็นยุคแรกของประวัติศาสตร์แห่งอิสลามซึ่ง   ณ  ที่นี้เราไม่มีเวลาที่จะมาพูดถึงเรื่องรายละเอียด แต่สิ่งที่จำเป็นจะต้องพูดกันในตอนนี้ก็คือ    ความจริงที่ว่าการที่อิสลามประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในยุคแรกของประวัติศาสตร์นั้นก็เพราะมุสลิมได้ยอมรับหลักคำสอนของอิสลามอย่างมีจิตสำนึกอย่างเร่าร้อน    และปฏิบัติออกมาในชีวิตประจำวันทั้งในส่วนตัวและส่วนรวม     และเพราะว่ารัฐได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสถาปนาการปกครองของพระผู้เป็นเจ้าบนพื้นพิภพให้เป็นจริงขึ้นมา 


 สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุของแรงผลักดันทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้อิสลามยังคงยืนหยัดอยู่ได้มาถึง 1,400 ปี และก็คงจะอยู่ต่อไป แม้ในปัจจุบันซึ่งมุสลิมอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมทางวัฒนธรรมแทบทั่วโลก   

พวกเขาก็ยังฝังใจอยู่ในอดีตอันรุ่งเรืองเมื่อครั้งแรกในประวัติศาสตร์อย่างไม่เสื่อมคลาย


 อย่างไรก็ตาม แม้มุสลิมอาจตกต่ำหรือเสื่อมโทรมก็ตามที    แต่ในหัวใจของมุสลิมก็ยังมีเพลิงแห่งอุดมการณ์ในอันที่จะสร้างสังคมให้เป็นไปตามอุดมการณ์ที่ท่านศาสดา    และคอลีฟะฮฺทั้งสี่สถาปนาขึ้นและสืบทอดเจตนารมณ์มาอย่างเหนียวแน่น    คนมุสลิมไม่เคยลืมอุดมการณ์อิสลามซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่จะทำให้โลกสว่างไสว    มุสลิมทุกคนยังตรึงใจในอุดมการณ์นี้และปรารถนาที่จะเห็นมันเป็นจริงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง    หลังจากสิ้นสุดของรัฐคอลีฟะฮฺตอนต้นแล้ว   

อิสลามได้แผ่ออกไปอย่างกว้างขวางและไม่มีส่วนไหนของโลกที่แสงทอแห่งความศรัทธาส่องไปไม่ถึง    การแผ่ขยายและความก้าวหน้าทั้งหมดนี้ได้ดำเนินไปแม้ในยามที่แผ่นดินของอิสลามจะถูกปกครองด้วยผู้ปกครองที่กดขี่ ขุนนางที่เลวทรามและสามัญชนที่ไร้ศีลธรรมก็ตาม

เป็นเพื่อน Line กับเรา