มุสลิม ไทย น่ารู้ ความเป็นมาของอิสลามในประเทศไทย

25 มีค. 55     25813

มุสลิม ไทย น่ารู้ ความเป็นมาของอิสลามในประเทศไทย

ความเป็นมาของอิสลามในประเทศไทย

สำหรับศาสนาอิสลาม หรือคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น น่าจะมีอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าประเทศไทยนี้ ตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์ของคนชาติไทย เพราะว่าศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาถึงอินโดนีเซียและในแหลมมลายูนั้น ก่อนที่คนอีกเผ่าหนึ่งจะได้เคลื่อนมาจากยูนานใต้

แต่อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของมนุษยชาติต่าง ๆ อาจเวียนมาประสบพบกันในดินแดนแห่งใดแห่งหนึ่ง

คนไทยที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม และคนไทยที่ได้นับถือศาสนาอิสลามเหล่านั้น ความสัมพันธ์ก็คงจะเริ่มขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มทีเดียว แต่ในสมัยเริ่มประวัติศาสตร์ว่า ในรัชกาลพระเจ้ารามคำแหงมหาราช ได้แผ่อาณาเขตไปถึงแหลมมลายู เช่นเมืองนครศรีะรรมราชในขณะนั้น ก็นับถือศาสนาอิสลาม ตลอดลงไปจนถึงเมืองมะละกา ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นเมืองมะละกาอยู่

ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ก็นับว่า เป็นการเริ่มความสัมพันธ์ระหว่างการปกครองของไทย และชนที่นับถือศาสนาอิสลามที่ปรากฎเป็นครั้งแรก และในความสัมพันธ์เช่นนั้นก็ย่อมจะมีความสัมพันธ์หลายอย่าง หลายประการ เป็นต้นว่า ในภาคใต้ของประเทศไทยในระยะนั้น ผู้ปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ก็ได้แก่ผู้นับถือศาสนาอิสลามนั่นเอง ไม่ใช่คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธเป็นผู้ลงไปปกครองหรืออะไรเช่นนั้น ความสัมพันธ์ที่มีอยู่อย่าง ที่ว่าเป็นเมืองประเทศราช ถึงกำหนดปีก็ส่งเงินทองเข้ามายังเมืองหลวง

ส่วนกิจการอื่น ๆ นั้น ก็เรียกได้ว่ามีอิสระภาพที่จะปกครองตนเองอย่างเต็มที่ มีการส่งเครื่องหมายของความผูกพัน ความจงรักภักดีเข้ามาเป็นครั้งคราวก็นับว่าพอ และนอกจากพวกอิสลามที่มีปรากฎอยู่ในประเทศแล้ว นับตั้งแต่กรุงสุโขทัยมาปรากฎว่ามีการติดต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ที่นับถือศาสนาอิสลามหลายประเทศ ทั้งนี้ตามหลักฐานที่ได้ขุดค้นพบแล้วในทางวรรณคดี

ในปัจจุบันเราได้ค้นพบเครื่องถ้วยชามสังคโลก อันเป็นผลิตภัณฑ์ของกรุงสุโขทัยซึ่งเป็นสินค้าที่ส่งออกเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นสินค้าสำคัญอีกอย่างหนึ่งของประเทศไทย ในระยะนั้นถ้วยชามสังคโลกเหล่านี้ ได้พบในประเทศอิสลามต่าง ๆ หลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินโดนีเซียได้พบเป็นจำนวนมาก ยังอยู่ในลักษณะที่ดีสมบูรณ์ยิ่งกว่าที่เราพบในเมืองไทยเสียอีก เพราะในเมืองไทย ตกค้างอยู่ ก็เป็นเฉพาะถ้วยชามที่เสียหายแตกร้าวฝังไว้ตามเตาเผาถ้วยชาม นอกจากประเทศอินโดนีเซียแล้ว ยังพบถ้วยชามสังคะโลก ไกลออกไปถึงขนาดประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศอิสลาม แล้วก็ออกไปจนถึงอาฟริกาอีกหลายแห่ง ซึ่งได้พบถ้วยชามสังคะโลกเหล่านั้น

หลักฐานเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า มีการค้าขายติดต่อระหว่างประเทศไทยกับชนชาติอิสลามต่าง ๆ มาเป็นเวลาช้านานทีเดียว อาจจะก่อนสมัยสุโขทัยขึ้นไปอีกก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องที่เมืองไทยเรายังไม่มีประวัติศาสตร์แน่ชัด เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดก็ตั้งแต่ระยะที่มีประวัติศาสตร์แน่ชัดลงมาแล้ว เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ต่าง ๆ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ ที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น มีอยู่ตลอดมา และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะต้องมีการเดินเรือติดต่อกัน คนไทยนั้นดูตามประวัติศาสตร์ก็ไม่ปรากฎ ว่าเป็นชาติที่เดินเรือเก่งกล้าอะไรนัก เพราะฉะนั้นเรือสินค้าในสมัยนั้น น่าจะเป็นเรือที่มาจากต่างประเทศ คือประเทศต่าง ๆ ที่ส่งเรือสินค้าเข้ามาบรรทุกสินค้าจากประเทศไทยออกไปยังประเทศของตนอีกทีหนึ่ง และในขณะนั้นยังไม่ปรากฎว่ามีชาวยุโรปเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้ามาค้าขายเดินเรือติดต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ นั้น จึงน่าจะมีมุสลิมที่มาจากต่างประเทศเข้ามาตั้ง หลังแหล่งเพื่อดำเนินการค้าขายอยู่แล้ว

ครั้งถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ก็คงมีอยู่ อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง กรมศิลปากรได้ขุดพบเจดีย์ หรือพระมหาธาตุที่วัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสามพระยา (พระบรมราธิราช) ก็ราว ๆ พุทธศักราช 1961 - 1962 นับว่าเป็นสมัยเริ่มแรกของกรุงศรีอยุธยา เครื่องสมบัติอันมีค่าที่พบนั้น ปรากฎว่ามีเหรียญทองคำ ที่ทำขึ้นในประเทศแคชมีร์ ในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์อิสลามผู้ทรงพระนามว่า "พระเจ้าไซนูล อาบีดีน" เหรียญทองคำสองอันนี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นเป็นการติดต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างแน่ชัด

ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี่เองที่มีหลักฐานแน่นอนว่าได้มีมุสลิมเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา และได้ตั้งเมืองเป็นสำนักหลักแหล่งขึ้น โดยมีหลักฐานอย่างแน่นอน ปรากฎตามจดหมายเหตุโบราณว่า มีคนที่คนโบราณเรียกว่า "แขกเทศ" ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตั้งแต่สพานประตูจีนด้านตะวันตก ของกรุงศรีอยุธยาไปจนถึงหลังวัดนางมุก แล้วก็เลี้ยงลงไปที่ท่า "กายี" อันเป็นท่าน้ำแห่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ที่พูดมานี้คือตั้งแต่สพานประตูจีนฟากตะวันตกไปจนถึงวัดนางมุก แล้วเลี้ยวไปลงท่าน้ำกายีนั้น เป็นบริเวณที่มุสลิมตั้งบ้านเรื่องอยู่ใน กำแพงเมือง และนอกกำแพงเมืองออกไปตั้งแต่ปลายประตูจีนฟากตะวันตก ไปถึงตำบลที่เรียกว่า "ฌะไกรน้อย" ฟากตะวันตก ย่อมทำไร่นาด้วยตัวเอง

นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศทีเดียวสำหรับผู้ที่อยุ่ในกำแพงเมืองประกอบอาชีพด้วยการค้าขายสินค้าต่าง ๆ ในบริเวณตั้งแต่ประตูจีนฟากตะวันตกมาจนถึง ฌะไกรน้อยนี้เอง มีถาวรวัตถุร้างไปแล้วยังปรากฎอยู่ ชาวบ้านเรียกมา จนทุกวันนี้ว่า "กะฎีทอง" เข้าใจกันว่า กะฎีทองนี้เป็นซากของสุเหร่า หรือมัสญิด ที่คนที่นับถือศาสนาอิสลามในสมัยนั้นสร้างขึ้นไว้ ทีนี้คำว่า "แขกเทศ" มีปรากฎในจดหมายเหตุนี้ นักโบราณคดีสันนิฐานกันว่า จะเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามที่มีรกรากบ้านเรือนเดิมอยู่ในประเทศอาหรับบ้าง และในประเทศอิหร่านหรือเปอร์เซียบ้าง แล้วก็มาตั้งรกรากเพื่อดำเนินการค้าขายแล้วในที่สุดก็กลายเป็นคนไทย ไปแล้วมากต่อมาก สำหรับตำบลที่ผมกล่าวมานี้ ก็เป็นคนที่มาจากเปอร์เซีย หรือจากอาหรับ

คนที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่มาจากมลายูนั้นในสมัยศรีอยุธยาก็มีตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นตำบลใหญ่ หลายร้อยหลายพันหลังคาเรือนเหมือนกัน ตำบลนั้นจะอยู่คลองตะเคียงทางทิศใต้ ส่วนอิสลามิกชนพวกหนึ่งซึ่งมาจากอินโดนีเซีย ในปัจจุบันจากเกาะที่เรียกว่า "เกาะมากาซ่า" หรืออย่างในภาษาไทย เรียกกันว่า "มักกะสัน" นั้น ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านฝั่งตะวันตก ใกล้คลองตะเคียนด้านใต้ลงไป นี้ก็เป็นหลักฐานเท่าที่ทราบ แสดงว่าสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น มีมุสลิมตั้งบ้านเรือนอยู่ภายในพระนคร และโดยรอบพระนครนั้นเป็นจำนวนมาก และก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่คนเหล่านั้น ก็ต้องมีส่วนมากมายหลายอย่างในการสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศไทยให้เกิดขึ้น"

ข้อความดังกล่าวข้างต้นนั้นเป็นข้อความจากปาฐกถาของท่านอาจารย์มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ "เรื่องความเป็นมาของมุสลิมในประเทศไทย" แสดงที่ห้องประชุมคุรุสภา สวนกุหลาบวิทยาลัย ตามคำเชิญของพิทยาสามัคคีสมาคม เมื่อวันที่ 12 กรกฏาคม 2501

จากหนังสือโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอนของ "ท่านพุทธทาสภิกขุ" ได้กล่าวถึงการมาของอินเดีย และอื่นๆ ไว้ว่า "เมื่อดูจากเศษกระเบื้องต่าง ๆ ที่เกลื่อนกลาดอยู่ริมทะเลของเมืองตะกั่วป่าก็แสดงให้เห็นได้ว่า ชาวจีนได้นำเครื่องกระเบื้องของเขามาขายยังถิ่นนั้นตั้งแต่ 1600 ปีมาแล้ว และชาวเปอร์เซียก็ได้นำเครื่องกระเบื้องของตนเข้ามาค้าขายด้วยตั้งแต่ 1200 ปีมาแล้วเหมือนกัน ชาวกรีกได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตั้งแต่คริสต์สตวรรษที่ 2 ถึง ที่ 4 คือไม่น้อยกว่า 1500 ปี มาแล้ว ส่วนชาวอาหรับนั้น เรามีหลักฐานแน่นอนจากจดหมายเหตุของพวกอาหรับเอง ซึ่งแสดงให้เราทราบว่า เขาได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับดินแดนส่วนนี้ตั้งแต่สมัย 1100 ปี มาแล้วเหมือนกัน"

นอกจากนี้จากหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ก็มีคำเปอร์เซียอยู่ด้วยคำหนึ่ง คือคำว่า "ปสาน" ซึ่งแปลว่า "ตลาด" ย่อมแสดงว่ามีชาวเปอร์เซีย ซึ่งแน่นอนเหลือเกินว่าป็นมุสลิมได้เข้ามาทำการค้าขายติดต่อ และตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยอย่างแน่นอน

ศาสนาอิสลามโดยการประกาศของท่านศาสดามุฮัมมัด แห่งชาวซาอุดิอาเรเบียนั้นได้อุบัติขึ้นประมาณ 1400 ปีเศษ (ปัจจุบันฮิจเราห์ 1416 และศาสนาอิสลามได้แผ่ขยายมาทางเอเซียอาคเนย์ ในสมัยพระบรมศาสดามุฮัมมัด ได้สวรรคตไปแล้วประมาณ 200 ปี ก็เป็นการตรงกันกับหลักฐานข้างต้นว่า ศาสนาอิสลามได้เข้ามาสู่กรุงสยามอินโดเนเซีย และตลอดแหลมมลายูราว 1200 ปีเศษ ก่อนที่คนไทยจะอพยพตนเองลงมาจากดินแดนจีนตอนใต้เสียอีก ดังนั้นดินแดนในแถบนี้ โดยเฉพาะจังหวัดต่าง ๆ ภาคใต้นับแต่นครศรีธรรมราชลงไป จนถึงปลายแหลมมลายู

ผู้คนในสมัยดังกล่าวนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งศาสนาอิสลามนี้เองได้เบ้ามาแทนที่ศาสนาพุทธ ซึ่งเคยรุ่งเรีองมาในแถบนี้ก่อนในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย เมื่ออาณาจักรศรีวิชัยได้สลายไป ก็เป็นเหตุให้ศาสนาพุทธในย่านนี้ รวมทั้งอินโดเนเซีย ซึ่งมีหลักฐานโบราณวัตถุทางศาสนาพุทธคือ "พระบุโรบุดู" อย่างเห็นได้ชัด พลอยเสื่อมไปด้วยพร้อมกับอาณาจักรศรีวิชัย บรรดาผู้ครองนครต่าง ๆ นับแต่ อินโดเนเซีย มลายู และเมืองไทยทางภาคใต้ ล้วนเป็นผู้ยอมรับเข้านับถือศาสนาอิสลามกันแทบทั้งสิ้น

ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวแต่เฉพาะศาสนาอิสลามในเมืองไทยเท่านั้น เพื่อให้บรรดาท่านผู้อ่านได้ทราบถึงความเป็นมาของอิสลามในเมืองไทยอย่างเห็นได้ชัด จากหลักฐานดังกล่าวข้างต้น ย่อมเป็นเครื่องชี้จัดว่า เมืองไทยนับตั้งแต่นครศรีธรรมราชลงไปจนสุดภาคใต้เลยไปจนถึงมาเลย์เซีย ทั้งประเทศสิงคโปร์ สุมาตรา มะละกา และหมู่เกาะอินโดเนเซียทั้งหมดนั้น ในสมัยเริ่มแรกที่คนไทยเคลื่อนย้ายมาจากจีนตอนใต้ มาอยู่สุวรรณภูมินั้นผู้คนบ้านเมืองเหล่านี้เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามแทบทั้งสิ้น และผู้เขียนเข้าใจว่า คนไทยของเราในสมัยที่ยังคงอยู่ในเมืองจีนนั้น ก็ยังมิได้รับนับถือพระพุทธศาสนา คงจะเป็นการเคารพนับถือบรรพบุรุษเยี่ยงคนจีนทั่วไป และมีการถือภูติผีกันตามแบบโบราณ

ดังจะเห็นได้จากการตั้งศาลพระภูมิตามบ้านเรือนนั้นก็เป็นการบูชาเจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งคนไทยเราก็ขนเอาประเพณีนี้มาจากเมืองจีนนั่นเอง ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อคนไทยมาตั้งหลักอยู่ในสุวรรณภูมิ อิทธิพลของวัฒนธรรมของขอมโบราณยังคงมีอยู่ในสุวรรณภูมิภาคกลาง และภาคเหนือ และพระพุทธศาสนาก็ได้เคยได้รับการทำนุบำรุงจากผู้ปกครองในบ้านเมืองในย่านนี้มาก่อน และเคยรุ่งเรืองมาแต่อดีตในย่านนี้ เมื่อคนไทยเข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในย่านนี้จึงได้รับเอาพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่ต้องกับอุปนิสัยของคนไทยไว้เป็นศาสนาของตนด้วย

ในขณะเดียวกันที่อาณาจักรของไทยในสมัยกรุงสุโขทัย ก็ได้แผ่ขยายไปจนถึงใต้สุดปลายแหลมมลายูถึงมะละกา ซึ่งผู้คนในย่านนี้นับถือศาสนาอิสลามอยู่โดยทั่วไปทางผู้เป็นใหญ่ในกรุงสุโขทัยก็มิได้ถือเป็นข้อแตกต่างอะไรกันนัก ต่างก็อยู่ร่วมกันมาด้วยความสันติสุขตลอดมา หลายร้อยปีจนถึงปัจจุบันร่วม 8 ศตวรรษเข้าไปแล้ว จากหลักฐานในประวัติศาสตร์ของไทย ไม่เคยมีข้อบาดหมางระหว่างศาสนาพุทธกับอิสลามเลยแม้สักครั้งเดียว มีความร่วมมือร่วมใจซึ่งกันและกันระหว่างไทยพุทธกับไทยมุสลิม ในการบริหารบ้านเมืองต่อต้อานอริราชศัตรูมาด้วยกันทุกยุคทุกสมัย นับเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งภายใต้พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งทุกพระองค์และทุถราชวงศ์ก็ได้ทรงให้ความอุปภัมภ์ค้ำชูแก่ศาสนาอิสลามมาโดยตลอด
--------------------------------------------------------------------------------

การเผยแผ่ของอิสลามสู่ตะวันออกไกล

ศาสนาอิสลามซึ่งประกาศโดยพระศาสดามุฮัมมัด นั้น ได้อุบัติขึ้นประมาณ 1376 ปี (นับตามปีปฏิทินสากล) แต่ถ้านับตามศักราชฮิจเราะห์ของอิสลาม ปัจจุบันฮิจเราะห์ศักราช 1416 (พ.ศ.2539) ซึ่งเริ่มต้นนับตั้งแต่ปีที่ 10 นับแต่พระศาสดามุฮัมมัด ประกาศพระศาสนาก็รวมเวลาได้1426 ปี (ตามปีของปฏิทินอิสลาม) ปีของปฏิทินอิสลามคือ ระบบจันทรคติ ปีหนึ่งมีเพียง 354 วัน ซึ่งน้อยกว่าปีปฏิทินสากลปีละ 11 วัน

ตามความเชื่อว่าศาสนาอิสลามนั้น ได้อุบัติขึ้นพร้อมกับมนุษยชาติ คือนับแต่พระศาสดาอาดัม ฯ ปฐมบุรุษของมนุษยชาติทั้งมวลและทุกยุคทุกสมัยจะมีพระศาสดาต่อเนื่องกันมาจำนวนมากมาย เท่าที่ปรากฏพระนามในพระคัมภีร์อัลกรุอานนั้น มีจำนวน 25 ท่านด้วยกัน มุสลิมทุกคนยอมรับนับถือพระศาสดามูซา (โมเซส) ของชาวยิว, พระศาสดาอีซา (จีซัส) ของชาวคริสเตียนว่าเป็นพระศาสดาซึ่งมาประกาศพระโองการของพระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกัน และเชื่อว่าพระศาสดามุฮัมมัด เป็นพระศาสดาท่านสุดท้ายของมนุษยชาติ และพระคัมภีร์อัล-กรุอานเป็นพระคัมภีร์เล่มสุดท้าย และสมบูรณ์ที่สุดที่พระผู้เป็นเจ้าประทานแก่มนุษยชาติทั้งมวล เพื่อเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตจวบจนวันสุดท้ายของโลก

หมู่เกาะต่าง ๆ ทางทะเลใต้ ซึ่งรวมกันอยู่ในอาณาบริเวณที่เรียกกันว่า "มาลัยทวีป" มาตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 12 อันได้แก่ เกาะสุมาตรา เกาะชวา เกาะบาหลี เกาะบอร์เนียว เกาะสุลาเลวี หรือเกาะะเซเลเบส เกาะมะละกา และเกาะนิวกีนีในบริเวณนั้นทั้งหมด เดิมเคยได้รับอารยธรรมแห่งศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธสำนักคิดมหายาน จากอินเดียมาตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 12 จนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 19 ความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมทางศาสนาของบริเวณนี้ได้เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 14 เมื่อพ่อค้าอาหรับได้นำเรือสินค้าลำแรกของชนชาติอาหรับมาติดต่อทำการค้าขายและเผยแพร่ศาสนาอิสลามเป็นครั้งแรก ทางเกาะสุมาตราเหนือ เมื่อ พ.ศ.1389 โดยแวะจอดเรือขึ้นบกที่เมืองท่า "อาเจ๊ะ" (บันดาอาเจ๊ะ) แล้วตั้งศูนย์การค้า และศูนย์เผยแพร่ศาสนาอิสลามขึ้น ณ ที่เกาะสุมาตราเหนือนี้เป็นครั้งแรก

เซอร์ริชาร์ดวินสเตดท์ ได้เล่าว่า เมื่อครั้งที่มาร์โคโปโล ชาวเมือวเวนิส เดินทางจากอิตาลีไปค้าขายถึงเมืองจีน (The Journey of Marco Polo 1252 - 1323 AD.) ตอนขากลับเขาได้แล่นเรือผ่านมาทางแหลมมลายู และได้แวะที่เกาะสุมาตรา เมื่อปี หพ.ศ.1835 เขาได้พบพ่อค้าชาวอาหรับ และได้จัดสอนศาสนาอิสลามขึ้นที่เมืองเปอร์ลัก (Perlak) ซึ่งเป็นเมืองท่าเล็ก ๆ อยู่ทางริมเกาะสุมาตราตอนเหนือ และอยู่ใกล้เคียงกันกับเมืองสมุทระ (Samudra) และเมืองปาซี หรือปาไซ (Pasai) ซึ่งขณะนั้นเจ้าเมืองนับถือศาสนาอิสลามอยู่แล้ว โดยมีครูสอนศาสนาอิสลามชื่อ "มาลิกอัล-ซอและหฺ" ทำการสอนศาสนาอิสลามให้แก่เจ้าเมือง และครอบครัวของเจ้าเมืองปาลัส จนกระทั่งปรากฏว่าธิดาคนหนึ่งเจ้าของเมืองเปอร์ลัก บังเกิดความศรัทธาอย่างแรกล้า ถึงกับสมรสกับ โต๊ะครูมาลิก อัลซอและห์ ในปี พ.ศ.1840 ปรากฏว่า สุลต่านมุสลิมองค์แรกของเมือปาไซได้วายชนม์ลงก็ได้มีพิธีฝังศพตามพิธีการทางศาสนาอิสลามขึ้นเป็นครั้งแรก และมีหลักศิลาจารึกด้วยอักษรอาหรับปักไว้บนหลุมศพของท่านสุลต่าน

หลักศิลาจารึกบนหลุมศพทำนองเดียวกันนี้ ได้มีการขุดพบเป็นครั้งแรกที่เมืองตรังกานู บนแหลมมลายู แจ้งการตายของบุคคลภายหลังสุลต่านเมืองปาไซเพียง 20 ปี แสดงว่า ศาสนาอิสลามได้แผ่ขยายเข้ามาสู่มลายูในตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งนับว่าเป็นการแผ่ขยายที่รวดเร็วมาก หลังจากการเริ่มต้นเผยแพร่ศาสนาอิสลามของพ่อค้าชาวอาหรับที่เกาะสุมาตราเหนือมาได้ไม่นานนัก

อย่างไรก็ดี นักเผยแพร่ศาสนาอิสลามคนสำคัญที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากทะเลอาเรเบีย ผ่านมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามันตอนใต้ มาจนถึงปลายแหลมสุดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา เมื่อ ปี พ.ศ.1847-1921 คือ อิบนีบาตูเตาะห์ ชาวมอรอคโค เชื้อสายอาหรับท่านผู้นี้ได้ตั้งศูนย์การเผยแพร่ศาสนาอิสลามสำนักคิดสุนนีขึ้นทางเกาะสุมาตราภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ ราชา ซอและห์ ผู้มีอำนาจอิทธิพลอยู่ในแคว้นสุมาตราตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ยอมมรับนับถือศาสนาอิสลามให้จงได้ เข้าใจว่าพระราชาองค์นี้เดิมคงจะไม่ได้มีพระนามว่า "ราชาซอและห์" คงจะมาใช้ชื่อนี้เมื่อเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามแล้ว เพราะพระนาม "ซอและห์" นั้นเป็นชื่อภาษาอาหรับ และเป็นชื่อในทางศาสนาอิสลาม ท่านอิบนิ บาตูเตาะห์ ใช้วิธีการสอนศาสนาอิสลามแก่พระราชาในแบบเดียวกันกับที่ท่านยะฟัร อิบนิ อะบูตอเล็บ ลูกผู้น้องของพระศาสดา มุฮัมมัด ได้เคยทุลอธิบายแก่กษัตริย์เนกุส แห่งเอธิโอเปีย (อบิสิเนีย) ผู้นับถือศาสนาคริสต์อยู่ก่อนแล้ว เมื่อคราวที่พระศาสดามุฮัมมัด สั่งให้ท่านยะฟัร อิบนิอะบูตอเล็บ นำพรรคพวก 1 คน หลบหนีพวกต่อต้านศาสนาอิสลามจากนครมักกะห์หลยไปอาศัยอยู่ในเอธิโอเปียเสียก่อนเมื่อ พ.ศ.1165 ท่านยะฟัร อิบนิอาบูตอเล็บ กราบทูลกษัตริย์เอธิโอเปียด้วยประโยคที่ว่า " ข้าแต่พระมหากษัตริย์ผู้จำเริญ พวกข้าพเจ้าเคยเป็นพวกงมงาย พวกข้าพเจ้าเคยสักการะเจว็ด กินซากสัตว์แลเคยประกอบกรรมอันน่าบัดสีนานา....."

เป็นที่ทราบกันดีในระหว่างผู้สนใจศึกษาทั้งหลายว่า พระคัมภีร์อัลกรุอานนั้นมีบทบัญญัติต่าง ๆ พร้อมสรรพทั้งทางโลกทางธรรม มีทั้งหลักวิชาเศรษฐศาสตร์, นิติศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ปรัชญา, การเมือง, การสังคม, การอาชีพ, การค้าขาย, การแพทย์, การเป็นหนี้สิน, การบริโภคอาหารการสมรส, การหย่าร้าง, การครองเรือน, การแบ่งมรดก, การศึกษา, การฑูต, การสงคราม, และกิจวัตรประจำวันของบุคคลแต่ละคนในระดับแห่งการพัฒนาการของสังคมทุกยุคทุกสมัย

ด้วยเหตุนี้เมื่อราชาซอและห์ เกิดความเสื่อมใสศรัทธาในศาสนาอิสลามแล้ว พระองค์ก็ได้ทรงช่วยเผยแพร่ศาสนาอิสลาม ไปในหมู่พสกนิกรของพระองค์โดยไม่ชักช้า พร้อมกันนั้นก็ได้จัดระบบ เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การสังคม การสมรส การครองเรือน การแบ่งมรดก และกิจการอื่น ๆ ตามพระบัญญัติแห่งพระคัมภีร์อัล-กรุอาน อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้อาณาจักรของพระองค์กลายเป็นรัฐสุลต่านที่เข้มแข็งมากพร้อมกันนั้นพระราชาธิบดีเองก็ได้ เปลี่ยนสภาพจาก "ราชาซอและห์" มาเป็น "สุลต่านซอและห์" ที่เข้มแข็งและเฉียบขาด และมีนโยบายแข็งกร้าวต่อประชากรของพระองค์ที่ยังหลงไหลบูชาเทวรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลเจว็ดทั้งปวง

ในเมื่อท่านสุลต่านซอและห์ ได้เปลี่ยนความศรัทธาจากศาสนาเดิม ซึ่งเข้าใจว่าคงเป็นศาสนาพราหมณ์ฮินดู หรือไม่ก็เป็นศาสนาพุทธสำนักคิดมหายาน มาเป็นศาสนาอิสลามสำนักคิดสุนนี และพระองค์ทรงเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดอย่างยิ่ง ท่านสุลต่านได้ยอมเสียเวลาและสละทรัพย์สินเป็นอันมาก เพื่อการทนุบำรุง และเผยแพร่ศาสนาอิสลาม

พระองค์ได้ทรงดำเนินการเผยแพร่ไม่เพียงแต่ในอาณาจักรของพระองค์เท่านั้น แต่ยังได้จัดคณะผู้เผยแพร่ออกไปยังหมู่เกาะต่าง ๆ ทางภาคทะเลตะวันออก ของเกาะสุมาตราอีกด้วย ทำให้ศาสนาอิสลามสำนักคิดสุนนีซึ่งเป็นศาสนาใหม่ได้เข้าไปสู่มาลียทวีป และภาคใต้ของสุวรรณภูมิจนได้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

การขยายตัวของศาสนาอิสลามตามนครรัฐต่าง ๆ ทางเกาะสุมาตรา แหลมมลายู และตามหมู่เกาะต่าง ๆ ในทะเลใต้เป็นไปในรูปที่ว่า เมื่อนครรัฐได้กลายเป็นรัฐอิสลามไปแล้วนครรัฐเหล่านั้น ก็พยายามเผยแพร่ศาสนาอิสลามเข้าไปสู่ประชาชนในรัฐใกล้เคียงพร้อมกันนั้นก็ได้พยายามเผยแพร่ชักจูงแนะนำ ตลอดจนใช้อิทธิพลทางการเมือง ประกอบเข้าไปด้วย จึงทำให้รัฐใกล้เคียงกลายเป็นรัฐอิสลามไปด้วย การขยายตัวของศาสนาอิสลามในระยะนี้ ได้แผ่ขยายขึ้นมาจากตอนเหนือมลายู เข้ามาสู่ตอนใต้ของประเทศไทยและปรากฏหลักฐานว่า เจ้าผู้ครองนครทางภาคใต้ของประเทศไทยในระยะนั้น จนถึงเมืองนครศรีธรรมราช ปรากฏว่าเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามทั้งสิ้น ซึ่งเป็นระยะเวลาเกือบ 700 ปีมาแล้ว ประกอบกับทางกรุงสุโขทัยก็ปรากฏหลักฐานการค้าขายกับประเทศกลุ่มอาหรับอิหร่าน มีหลักฐานภาษาอิหร่านอยู่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ส่วนประเทศอิหร่านก็ปรากฏมีถ้วยชามสังคโลกสมัยกรุงสุโขทัยปรากฏอยู่มากมาย

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวัตถุพยานมากมาย เป็นเครื่องชี้ชัดว่าคำกล่าวของท่านอาจารย์ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า "สำหรับศาสนาอิสลาม หรือคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น น่าจะมีอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าประเทศไทยนี้ ตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์ของชาติไทย เพราะว่าศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาถึงอินโดเนเซียและในแหลมมลายูนั้น ก่อนที่คนอีกเผ่าหนึ่งจะได้เคลื่อนมาจากยูนานได้....." นับว่าในดินแดนสุวรรณภูมินี้ มีคนพื้นเมืองเดิมซึ่งนับถือศาสนาอิสลามได้อยู่มาก่อนแล้วนั่นเอง ดังนั้นการที่ใครจะมาพูดว่า มุสลิมเป็นผู้เข้ามาอยู่อาศัยในแผ่นดินไทย โดยมิใช่เจ้าของแผ่นดินมาแต่เดิมนั้นย่อมเป็นคำพูดที่ไม่ตรงต่อความจริง

ศาสนาอิสลามจากอินเดียใต้เข้ามาสู่มาเลย์เซีย ภาคใต้ของประเทศไทย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว แบบพิธีของศาสนาอิสลามในส่วนนี้ของโลกเป็นแบบอินโด-เปอร์เซียน เช่นเดียวกันในอินเดียและเปอร์เซีย ซึ่งต่างกับอิสลามในอารเบีย ประมาณกันว่าในคริสต์ศตวรรษที่ 9 อิสลามได้มาถึงฝั่งมะละกาเมื่อมาโคโปโลเดินทางเรือผ่านชวานั้น เขาได้เขียนเล่าว่า ผู้คนตามเมืองท่าในชวานั้นเป็นมุสลิมทั้งสิ้น และเมื่อ ค.ศ.1346 (พ.ศ.1883) ชาวมอรอคโค ชื่อ อิปน์ บาตูเตาะห์ ได้เดินทางระหว่างจีนกับอินเดียมาทางเกาะสุมาตรานั้นได้รายงานว่าคนแถบนี้เป็นชาวมุสลิม

บันทึกของชาวจีนในปี ค.ศ.1406 (พ.ศ.1949) ก็ได้กล่าวว่า ชวา มาเลย์เซีย สุมาตรา เป็นอิสลาม มีหลักฐานอีกว่า มีมิชชั่นนารีจากดินแดนฮาดราเมาท์ (Hadramaut) ตอนใต้ของอาราเบียมาสู่ชวาชื่อ เมาลานา มาลิก อิบรอฮีม และมิชชั่นนารีคนนี้ได้ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ.1419 (พ.ศ.1962) ที่เมืองกรเสค (Grisek) ทางเหนือขอวสราบายาในชวา ซึ่งมีหลุมผังศพเป็นอนุสรณ์ยังคงอยู่จนปัจจุบันนี้

เริ่มแรกพวกมุสลิมมีอิทธิพลอยู่ตามชายทะเล เพราะมาทางเรือ ด้วยเหตุความขยันขันแข็ง ฐานะดี และความซื่อสัตย์สุจริตของชาวมุสลิมจึงเป็นที่นับถือาของชาวพื้นเมือง เริ่มมีความสนิทสนมและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดด้วยการแต่งงาน ผู้ครองเกาะบอร์เนียวนั้นมีหลักฐานว่าได้เข้ารับศาสนาอิสลามในปี ค.ศ.1510 (พ.ศ.2053) นั้น เขาได้บันทึกไว้ว่าชาวเกาะนี้เป็นมุสลิมเช่นเดียวกับชาวเกาะชวา และชาวเกาะสุมาตรา

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้เตือนได้สั่งพี่น้องมุสลิมเสมอว่า พี่น้องมุสลิมทุกคนเกิดมาแล้วต้องมีความหวัง ต้องมีชีวิตอยู่อย่างคนที่มีความหวัง ถึงแม้ว่าบางครั้งความหวังนั้นอาจจะอยู่ไกลเกินที่เราจะไปถึง แต่เราทุกคนก็ต้องหวัง เพราะความหวังทุกสิ่งทุกอย่างที่เราหวังนั้น อัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้นที่จะทำให้ความหวังของเราเป็นไปตามที่เราหวังหรือไม่ หากบางครั้งความหวังที่เราหวังนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ถ้าองค์อัลลอฮ์ไม่ทรงโปรดให้เรา เราก็ไม่สามารถที่จะไปถึงความหวังนั้นได้

และที่สำคัญอีกอย่างเราเกิดมาอยู่ในโลกดุนยานี้สิ่งที่เราต้องประสบแน่นอนคือ "ปัญหา" และเมื่อมีปัญหาขึ้นมาก็ย่อมมีทางแก้ เพียงแต่ว่าเราจะใช้วิธีไหนในการแก้ปัญหา จะแก้โดยใช้ความคิดของเราเป็นหลัก หรือจะแก้ตามหลักศาสนาอิสลาม ตรงนี้จะเชื่อมโยงไปถึงความมีศรัทธา ความมีอีมาน ถ้ามีศรัทธา มีอีมานแล้ว แน่นอนการแก้ปัญหาทุกปัญหาของเราก็จะอยู่บนพื้นฐานของหลักศาสนา

ตามหลักศาสนาอิสลามนั้นการที่เราจะศรัทธาใครสักคน จะยอมรับใครสักคน องค์อัลลอฮ์ได้สั่งไว้ว่า พระองค์ไม่จำกัดว่าคนไหนที่เราควรจะยอมรับ คนไหนที่เราควรจะศรัทธา แต่เราต้องทำใจยอมรับทุกคน ทำใจให้เป็นกลาง ให้ความยุติธรรมกับทุกคน ไม่ว่าคนที่เข้ามาหาเราจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม จะยากดีมีจน ถ้าเขาเดินเขามาหาเรานั้นแสดงว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ เราไม่ควรที่จะเดินหนีเขา ในฮาดีสได้บอกไว้ใจความสำคัญว่า "รอซูลมีทั้งหมด 25 ท่าน องค์อัลลอฮ์ไม่ได้ระบุว่าเราต้องยอมรับแต่เฉพาะท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) แต่พระองค์บอกว่าเราต้องยอมรับท่านรอซูลทั้งหมด"

ศาสนาอิสลามมีหลักปฏิบัติที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ถ้าเราปฏิบัติตามหลักจริงๆ แต่ที่มันยาก มันวุ่นวายนั้นเป็นเพราะมนุษย์เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ กำหนดกติกา อย่างที่เห็นกันง่ายๆ ก็คือ การเดินทางไปทำอุมเราะห์ ไปทำฮัจย์ แต่ก่อนไม่มีอะไรยุ่งยาก แต่เดียวนี้ต้องมีขั้นตอนอะไรมากมาย กว่าจะผ่านไปได้ต้องเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน ทั้งหมดนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น กฎเกณฑ์เหล่านี้เมื่อมนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นมา และเป็นผู้ใช้มันเอง ก็ต้องมีการแบ่งพรรค แบ่งพวก มีการใช้เส้น ใช้สาย

ดังนั้นในสังคมปัจจุบันการดำรงชีวิตมักจะอยู่บนพื้นฐานของการมีเส้นสาย แต่ในหลักศาสนาอิสลามนั้นมันไม่ใช่อย่างนั้น ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่เรามีหลักยึดมั่นที่ว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และนบีมูฮัมหมัดเป็นศาสดาของเรา" และเราใช้ชีวิตอยู่บนโลกดุนยานี้ภายใต้กฎหมาย ไม่มีใครที่สามารถจะอยู่เหนือกฎหมายได้ เมื่อใครทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ไม่มีการลดหย่อนให้ใคร ถึงแม้ว่าท่านจะใหญ่มาจากไหนก็ตามเมื่อทำผิดท่านก็ต้องรับผิด

ดังนั้น ศาสนาอิสลามมีคำสั่งสอนมากมาย มีหลักปฏิบัติ 5 ประการ มีหลักของความศรัทธา 6 ประการ แต่ไม่ใช่ว่ามีอยู่แค่นี้ ศาสนาอิสลามยังมีหลักคำสอนอีกมากมาย แต่คำสอนทุกคำสอนตามหลักศาสนาอิสลามต้องอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติอย่างแท้จริง การกระทำทุกอย่างต้องทำด้วยความศรัทธาที่ออกมาจากใจจริงๆ จิตใจของเราต้องมั่นคง ต้องเข้มแข็ง ต่อหลักแห่งการปฏิบัติ หลักแห่งการศรัทธา ยึดหลักคำสอนในกุรอานเป็นหลัก ดำเนินชีวิตตามท่านรอซูล ถ้าพี่น้องมุสลิมสามารถทำได้อย่างนี้ เราก็จะพบกับความสันติ เพราะไม่มีศาสนาใดในโลกนอกจากศาสนาอิสลามที่สามารถทำให้โลกไปสู่ความมีสันติภาพได้ เพราะทุกอย่างได้บอกไว้เรียบร้อยในคัมภีร์กุรอาน (อินชาอัลลอฮ์)

ในปี ค.ศ.1588 (พ.ศ.2131) กองเรืองแทบทั้งหมดของสเปน และโปรตุเกสได้ถูกทำลายลงในการทำสงครามกับดัช และอังกฤษ ทำให้อำนาจทางเรือของสเปน และโปรตุเกสหมดไป อำนาจทางทะเลได้ตกไปอยู่แก่พวกอังกฤษ และดัช ในปี ค.ศ.1594 (พ.ศ.2137) ดัชได้ตั้งบริษัทการค้า (united East India Co.,Ltd) ขึ้น และต่อมาได้รวมเป็นบริษัท ซึ่งสนับสนุนโดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ.1602 (พ.ศ.2145)

เริ่มแรกทีเดียวบริษัทได้เข้ายึกเกาะทอมโบเนีย (ค.ศ.1604 - พ.ศ.2148) ทางตะวันออกของเกาะเซเลเบส ต่อมาได้ยึดเกาะชวา และตั้งสถานค้าของตนขึ้นที่ปัตตาเวีย (ค.ศ.1619-พ.ศ.2162) เรือสินค้าของดัชได้เดินทางไปค้าขายกับจีนและญี่ปุ่น แย่งมะละกา และลังกาได้จากโปรตุเกสตั้งป้อมขึ้นที่เกาะไต้หวัน แต่การที่บริษัทใช้จ่ายมากเกี่ยวกับการทหาร โดยเฉพาะการกบฏในชะวา และสุมาตรา ทำให้บริษัทหมดทุน รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงเข้าดำเนินงานทั้งหมดในค.ศ.1798 (พ.ศ.2341) ในปี ค.ศ.1806 (พ.ศ.2349) การขยายอำนาจของนโปเลียนในยุโรปทำให้เนเธอร์แลนด์ตกอยู่ในอำนาจของฝรั่งเศษ นโปเลี่ยนได้มอบราชอาณาจักรฮอลแลนด์ให้แก่น้องชายคือ หลุยส์ (Louis) และด้วยเหตุนี้ดินแดนชวาและสุมาตราจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของฝรั่งเศษด้วย เพื่อป้องกันการแย่งชิงของอังกฤษ ซึ่งมีอำนาจครองทะเลหลวง นโปเลียนได้แต่งตั้งนายพลเฮอร์มานวิลเลม แดลเดลล์ (General herman willem Daeldels) เป็นข้าหลวงมาปกครองชวา ซึ่งฝรั่งเศษได้จัดการบริการอย่างเข้มแข็ง มีการเกณฑ์คนพื้นเมืองฝึกหัดทหาร สร้างถนนหนทาง และจัดการป้องกันเกาะอย่างเข้มแข็งตามนโยบายของฝรั่งเศษ นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงการเกษตร และบังคับให้ราษฏรปลูกพืชผลที่ตลาดยุโรปต้องการคือ กาแฟ และเครื่องเทศ

ในปี ค.ศ.1811 (พ.ศ.2354) ในราวรัชสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ของกรุงรัตนโกสินทร์ อังกฤษได้แย่งเกาะชวาและสุมาตราไปจากฝรั่งเศษ เนื่องด้วยฝรั่งเศษไม่มีอำนาจทางเรื่องที่จะป้องกันอังกฤษได้ และทางยุโรป นโปเลียนก็ติดพันด้วยศึกหลายด้านทางเอเซีย บริษัท อินเดียตะวันออก (Britist East India Company) ได้ขอให้รัฐบาลส่งข้าหลวงอังกฤษไปปกครองชะวาและสุมาตรา อังกฤษได้ส่ง เซอร์โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟ เฟิลส์ (Sir Thomas Stamford Raffles) ไปเป็นข้าหลวง เซอร์ สแตมฟอร์ดได้จัดการปกครอง โดยเลิกล้มระบบกดขี่บังคับของฝรั่งเศษ ได้ปรับปรุงการเกษตรโดยมิได้บังคับประชาชน และพยายามหาทางให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น เพื่อทำให้ชะวา และเกาะสุมาตราเป็นตลาดสำหรับสินค้าอังกฤษก่อนมาปกครองดินแดนนี้ เซอร์โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ได้ศึกษาวรรณคดี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้มาเป็นอย่างดี ได้เป็นผู้ค้นพบบูโรบุโด (Burobudo) ในภาคกลางของเกาะชวา และเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ชะวา (Histary of Java) ในปี ค.ศ.1417 (พ.ศ.2360) หลังสงครามนโปเลียนในปี ค.ศ.1815 (พ.ศ.2358) The Battle of Waterloo ยุโรปได้จัดแบ่งปันดินแดนกันใหม่ ตามมติของคองเกรสแห่งเวียนนา (Congress of vienna) อังกฤษต้องคืนดินแดนชะวา และสุมาตราให้แก่เนเธอร์แลนด์

ในระหว่าง ค.ศ.1825-1830 (พ.ศ.2368-2373) ได้มีการกบฏขึ้นทั้งในชวาและสุมาตรา ในชวานำโดยเจ้าชายดิโพ เนโกโร (Dipo Negoro) ส่วนในเกาะสุมาตรา ในชวานำโดยเจ้าชายดิโพ เนโกโร (Dipo Negoro) ส่วนในเกาะสุมาตราพวกมุสลิมได้ก่อการกบฏขึ้นในอัจเจและปาไซ สาเหตุแห่งการกบฏนั้นมีหลายประการที่สำคัญเกิดจากความขมขื่น ที่เนเธอแลนด์ปกครองชาวพื้นเมืองโดยกดขี่ข่มเหงสาเหตุประการล่าสุด คือการสร้างถนนผ่านหลุมฝังศพอันศักดิ์สิทธิ์ฯ ของมุสลิมการรบได้ดำเนินอยู่ถึง 5 ปี ในชะงา และยืดเยื้อกว่า 10 ปีในสุมาตรา ปรากกฏว่าชาวเกาะได้ทำการสุ้รบแบบกองโจรซึ่งทำให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ต้องสิ้นเปลืองเงินทองเป็นอันมากในที่สุดเมื่อเจรจาตกลงกันได้ในเกาะชะวา พวกดัช ถือโอกาสจับเจ้าชายดิโพ เนโกโรไปไว้เกาะเซเลเบส

ในปี ค.ศ. 1825 (พ.ศ.2368) บริษัทการค้าของเนเธอร์แลนด์ (Netherland Trading Company) ซึ่งเป็นบริษัทที่รวมหุ้นจากบรรดาชาวดัชทั้งหลาย ที่ค้าขายอยู่ในชวาและสุมาตรา ในรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เป็นผู้สนับสนุน และกษัตริย์แห่งเนเธอร์แลนด์ทรงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รัฐบาลได้แต่งตั้งข้าหลวงใหญ่ (Governor General) คือ นายโยฮันเนส แวน เดนบอช (Johanes Van Den Bosch) มาปกครองชาวชวา และสุมาตรานายโจฮัน ได้นำวิธีการ "เก็บภาษีระบบเกษตรกรรม" (Cultivation System Cultur-Stelsel) เข้ามาใช้ในอินโนนีเซียโดยวิธีการนี้รัฐบังคับให้ทุก ๆ ตำบลกันที่ดินทำการเกษตรไว้เป็นพิเศษ

ส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของที่ดินการเกษตรของตำบลนั้นๆ ที่ดินที่กันไว้นี้รัฐบาลจะเป็นผูกำหนดให้ว่าจะให้ปลูกพืชผลชนิดใด ค่าใช้จ่ายในการปลูกพืชนั้นให้เอาเงินภาษีที่ดินประจำตำบลนั้นออกใช้ ซึ่งในอินโดเนเซียนั้น ค่าภาษีที่ดินคือ ค่าเช่าที่ดินจากรัฐเพราะประชาชนมิได้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของตนเอง ค่าเช่าที่ดินของแต่ละตำบลนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ พืชผลทั้งหมดที่ผลิตได้จากพื้นที่การเกษตรที่กันไว้ จะต้องส่งให้แก่รัฐทั้งหมด และรัฐจะเป็นผู้ตีราคา หากผลิตผลนั้นราคาต่ำกว่าค่าเช่าที่ดินทั้งตำบล ประชาชนตำบลนั้นต้องเสียค่าเช่าที่ดินเพิ่มตามส่วนที่ขาด แต่หากผลผลิตนั้นมีราคาเกินค่าเช่าที่ดินทั้งตำบลแล้ว รัฐก็จะคิดส่วนที่เกินนั้นคืนให้ ซึ่งโดยวิธีการนี้รัฐบาลย่อมเก็บภาษีหรือค่าเช่าที่ดินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกปีไม่มีขาด ไม่ว่าการเกษตรนั้นจะมีดินฟ้าอากาศอำนวยหรือไม่ และยังมีกำไรจากการจำหน่ายพืชผล อนึ่งการตีราคาพืชผลนั้นรัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคาเอง ซึ่งมักต่ำอยู่เสมอ ปรากฏว่าวิธีการดังกล่าวนี้ ได้ทำรายได้ให้แก่ประเทศเนเธอร์แลนด์อย่างมหาศาล งบประมาณของประเทศเนเธอร์แลนด์ในระหว่างปี ค.ศ.1840-1880 นั้น หนึ่งในสามของงบประมาณเป็นรายได้จากอินโนเนเซีย รายได้มหาศาลเหล่านี้ได้หลั่งไหลไปทำนุบำรุงยุโรปให้เจริญรุ่งเรือง โดยประชาชนชาวอินโดเนเซียมิได้รับประโยชน์แต่ประการใดเลยทั้งสิ้น

สำหรับเมืองทางภาคใต้ของประเทศไทยนี้ ส่วนใหญ่เป็นเมืองที่นับถือศาสนาอิสลามมาก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเสียอีก สำหรับเมืองปัตตานีนั้น ตกอยู่ในอำนาจของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด สมัยกรุงสุโบทัยนั้น ทางใต้มีอาณาเขตถึงนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเมืองเอกทางภาคใต้ เขตการปกครองของนครศรีธรรมราชนั้นกินตลอดไปจนปลายแหลมมลายู สิงคโปร์ และมะละกา ซึ่งถือเป็นประเทศราชของประเทศไทย แต่วิธีการปกครองเมืองขึ้นในสมัยนั้น ทางส่วนกลางมิได้ส่งคนไปปกครอง เพียงแต่ให้ส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองสามปีต่อครั้งแทน ด้วยเหตุนี้เมืองปัตตานีจึงขึ้นอยู่กับประเทศไทย อยู่ในความดูแลของนครศรีธรรมราช และอยู่ในฐานะประเทศราชต้องส่งบรรณาการเหมือนเมืองประเทศราชอื่น ๆ ในแหลมมลายู ดังนั้น ในสุโขทัยจีงนับชาวมาเลย์ทั้งประเทศ ซึ่งเป็นชาวมุสลิเป็นส่วนใหญ่ เป็นประชากรของประเทศไทยของเราด้วย

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึก เมืองปัตตานีและเมืองประเทศราชในแหลมมลายูรวมทั้งเมืองนครศรีธรรมราชเมืองสงขลา เมืองพัทลุง ต่างตั้งตนเป็นอิสระไม่ยอมขึ้นต่กรุงธนบุรี ครั้งถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงได้ยกทัยไปปราบ โดยพระอนุชาของพระองค์เป็นทัพหลวง ประกอบด้วย แม่ทัพเรือ คือ พระยาราชบังสัน (แม้น) ซึ่งเป็นมุสลิมไปทำการปราบเมืองปัตตานีในครั้งนั้นด้วย ในการปราบครั้งนั้นเจ้าเมืองปัตตานีขัดขืนไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นดังแต่ก่อน จึงต้องทำการกวาดต้อนผู้คน และศาตราวุธเป็นจำนวนมากเข้ามายังกรุงเทพฯ ชาวปัตตานีที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 1 นี้ ได้เข้าไปอยู่อาศัยประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนาข้าวอยุ่แถวมีนบุรี และหนองจอกเป็นส่วนใหญ่ แล้วทรงโปรดให้ผู้มีเชื้อสายเจ้าเมืองปัตตานีคนเดิม ให้เป็นเจ้าเมืองปกครองดูแลต่อไป แต่ให้เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของเมืองสงขลาอีกชั้นหนึ่ง

ครั้นถึง พ.ศ.2334 เจ้าเมืองปัตตานีก่อการแข็มเทืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทำการปราบและหาทางป้องกันโดยแบ่งเมืองปัตตานีออกไปเป็น 7 หัวเมือง

จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 3 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หัวเมืองทั้ง 7 ได้ทำการแข้มเมืองขึ้นอีก แต่ทางกรุงเทพฯ ก็ปราบได้เรียบร้อย และกวาดต้อนผู้คนชาวเมืองปัตตานีและไทรบุรีมาอยู่กรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง ผู้คนที่กวดต้อนมาในครั้งนี้ โปรดให้อยู่อศัยในจังหวัดธนบุรี แถวบ้านสมเด็จ สวนพลู และใกล้เคียง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดให้จัดรูปแบบการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล โดยให้ยุบจาก 7 หัวเมือง เหลือเพียง 4 หัวเมือง ในราว พ.ศ.2449 และต่อมายุบเป็นมณฑลปัตตานี แล้วแบ่งมณฑลปัตตานีออกป็น 3 จังหวัด ใน พ.ศ.2476 ถึงปัจจุบัน คือ ปัตตานี นราธิวาส และยะลา ดังนั้น สามจังหวัดดังกล่าวจึงมีชื่อเรียกว่า "สามจังหวัดชายแดนภาคใต้" ซึ่งก็คือเมืองปัตตานีเก่านั่นเอง

ความจริงเรื่องการกวาดต้อนผู้คนมาจากปัตตานีนั้น ได้เคยทำกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว บุคคลเหล่านั้นได้พักอาศัยอยู่ที่คลองตะเคียน จังหวัดอยุธยาเป็นส่วนใหญ่ การที่ทางกรุงศรีอยุธยา และกรุงเทพฯ ทำการกวาดต้อนชาวปัตตานีมาไว้ในกรุง จึงเป็นเหตุให้มีประชากรมุสลิมอยู่ในกรุงศรีอยุธยา และกรุงเทพฯ มีจำนวนมากขึ้น ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

--------------------------------------------------------------------------------

อิทธิพลของอิสลามต่อสังคมไทย

อิทธิพลของอิสลามที่ม่ต่อสังคมไทยนั้นมีเป็นอันมาก โดยเฉพาะในเรื่องการปกครองในเรื่องศิลป การดนตรี แม้แต่การที่เราจะเห็นได้ชัดคือ เครื่องต้นของพระมหากษัตริย์ของไทยนั้น มีอยู่อย่างหนึ่งที่เรียกว่า "ฉลองพระองค์อย่างเทศ" ความจริงฉลองพระองค์อย่างเทศนี้เป็นเสื้อยาวถึงเข่า ซึ่งดั้งเดิมเกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน หรือเปอร์เซีย เป็นแห่งแรก แล้วก็ได้มาถึงประเทศไทย ได้รับความนิยมจนกระทั่งยกเป็นเครื่องแบบอย่างหนึ่งของสมเด็จพระมหากษัตริย์ ที่น่าอัศจรรย์คือว่าเครื่องแต่งกายแบบสากลของเรานี่เอง ก็มาจากเสื้อตัวเดียวกันนี้นั่นเอง เสื้อแบบเปอร์เซียนั้นไม่ใช่แต่เผยแพร่ออกมามีผู้นิยมทางภาคตะวันออกของเปอร์เซียเท่านั้น แต่ได้มีผู้นำเอาไปใช้ในทวีปยุโรปและตะวันตก ขึ้นต้นก็เป็นฟลอคโค๊ตของฝรั่งเศษ คือ ฝรั่งใส่ด้วยลักษณะคอปิด ไม่ได้พับคอลงก่อน คอปิดและยาวถึงเข่า

แต่ทีนี้ในยุโรปเป็นประเทศหนาว เพื่อป้องกันความหนาวคนจะต้องเอาขนสัตย์บ้าง ผ้าแพร ผ้าไหมพันคอไว้หนา ๆ เพื่อไม่ให้หนาวคอ การที่จะใส่เสื้อคอปิดก็ไม่สะดวก จึงได้พับคอเสื้อคงมาเป็นอย่างนี้ เพื่อปล่อยที่ไว้พันคอได้มาก ๆ เพราะในสมัยนั้นเรื่องการอุ่นบ้าน เรื่องการต้มน้ำฝังท่อน้ำร้อยไปให้บ้านอบอุ่น การก่อสร้างเพื่อป้องกันความหนาวยังไม่ดี ถึงหน้าหนาวฝรั่งต้องใส่เสื้อหนา ๆ รุ่มร่ามกันอยู่ทั้งวัน ที่มาเปรียบอย่างนี้เพราะเหตุว่าความเจริญของบ้านเมืองเกิดขึ้น บ้านช่องก็อบอุ่นขึ้นกว่าแต่ก่อน ผ้าพันคอก็เหลือเพียงเท่านี้คือ เนคไท ดังที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ส่วนคอเสื้อก็เลยแบะลงไป เพราะแต่ก่อนผ้าพันคอมันใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามฟลอคโค๊ตของฝรั่งก็ยาวแค่เข่า เดี๊ยวนี้ก็ยังใส่กันอยู่ แต่สำคัญแปลงรูปไป ในที่สุดก็เป็นเสื้อสากลอย่างนี้ แต่ว่าในเครื่องต้นของพระมหากษัตริย์ไทยก็ยังมีที่เรียกว่าฉลองพระองค์อย่างเทศ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอิทธิพลที่มาจากเครื่องแต่งการของชาวมุสลิม จากประเทศเปอร์เซียร์โดยแท้

ในการดนตรีก็มีเพลงต่างๆ ซึ่งอาจจะมาจากพวกซูฟีที่เรียกว่า "เกรตัน" นั้นมีเพลงต่าง ๆ ที่ตกค้างอยุ่ได้กลายเป็นเพลงไทยไป และตลอดจนท่าทางลีลาของการฟ้อนรำก็ได้ตกมาอยู่ในระบบนาฏศิลป์ของไทย อย่างจะเห็นได้อยู่ทุกวันนี้ ถ้าใครเป็นละคอนรำ จะเห็นได้ว่าการรำตะเขิ่งนั้นมาจากการฟ้อนรำของพวกซูฟี ตลอดจนการรำอย่างศิลปากรทุกวันนี้ เขาเรียกว่า "ดาวดึงส์" คือรำประเท้า แล้วสองมือตบอกนั้นก็เป็นอิทธิพลการฟ้อนรำ ที่มาจากอิสลามสำนักคิดชีอะห์ ที่เรียกว่าการเต้นมะหะหร่ำนั่นเอง

ถ้าใครที่ได้เคยไปประเทศเปอร์เซีย หรือิหร่าน ในปัจจุบันแม้แต่ทุกวันนี้ จะสังเกตเห็นอะไรสะดุดตาอย่างหนึ่งว่า ตามมัสญิดในปรเทศอิหร่านนั้นเขาใช้ถ้วยชามที่เป็นลวดลายต่าง ๆ สีต่าง ๆ ประดับหน้ามัสญิดบ้าง ประดับข้างในบ้าง สุดแล้วแต่ แต่นั่นเป็นความนิยมของชาวเปอร์เซียมาตั้งแต่ช้านาน หลายพันปีทีเดียว เขาใช้อย่างนั้น การใช้ถ้วยชามประดับวัดวาในเมืองไทยก็เกิดขึ้นในราวสมัยค่อนข้างตอนท้าย ๆ ของกรุงศรีอยุธยา แล้วก็มานิยมแพร่หลายกันในสมัยกรุงเทฯ วัดโพธิ์ก็ดี วัดอรุณก็ดี

อย่างมาก จึงมั่นใจได้ว่าการใช้ถ้วยชามประดับวัดนี้ก็เป็นอิทธิพลของอิสลามอย่างหนึ่งที่มาจากเปอร์เซียร์นั่นเอง เพราะในอิสลามนั้นไม่นิยมการวาดรูปถ้าเราไปดูจะเห็นว่าอาศัยถ้วยชามสีต่าง ๆ เป็นลวดลายประดับพระวิหาร พระเจดีย์ต่าง ๆ ลวดลายสิ่งมีชีวิตไว้บนผนังหรืออาคารต่าง ๆ แลเป็นสิ่งต้องห้ามตามพระบัญญัติของอิสลามอีกด้วย ดังนั้นชาวมุสลิมจึงใช้วัสดุประเภทถ้วยชามมาประดับแทน ซึ่งนอกจากจะเป็นของสวยงามแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์แก่ชนรุ่นหลังได้อีกด้วย ดูลักษณะของบรรดามัสญิดต่าง ๆ ในเปอร์เซีย ที่มีการประดับดังกล่าวแล้วนั้น เก่าแก่กว่าบรรดาวัดวาอารามที่ประดับด้วยถ้วยชามในเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าความนิยมเช่นนั้นมีมาก่อนแล้ว และได้มาเผยแพร่ในเมืองไทยในภายหลัง เป็นเหตุให้คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธจำไปตกแต่งวัดวาอารามบ้าง

ส่วนการขับร้องที่เรียกว่า "ดิเกร์" นั้น ก็กลายมาเป็น ลิเก หรือยี่เก ไปอย่างที่ท่านทั้งหลายก็ได้ทราบกันอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงไปนั้น ก็เชื่อว่ากลายไปในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง ซึ่งเป็นระยะใกล้ ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดถึง

ในหลักการปกครองประเทศนั้น อิสลามมีอิทธิพลต่อเมืองไทยมากเหมือนกัน ถ้าหากเราไปดูกฏมณเฑียรในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในตอนที่กำหนดพระราชกรณียกิจประจำวันของพระเจ้าแผ่นดินไว้นั้น จะเห็นได้ว่ามีการกำหนดตั้งแต่รุ่งอรุณไปถึงตอนเช้าที่บรรทม ซึ่งเป็นเวลาสองนาฬิกาหรือตีสอง ก่อนที่จะเข้าที่บรรทมหนึ่งชั่วโมง มีข้อความในกฏมณเฑียรบาลที่น่าสนใจไว้ว่าดังนี้ "เวลาเจ็ดทุ่งเบิกนักเทศน์ขันทีเข้าเฝ้า" สำหรับขันทีนี้ ไม่ปรากฏว่าเคยมีในราชสำนักไทย เข้าใจว่ามาจากราชสำนักอาหรับเป็นส่วนใหญ่ และนักเทศน์ในที่นี้ก็ไม่มีเหตุผล ไม่มีทางที่เข้าใจได้ว่าเป็นนักเทศน์คนไทย ที่นับถือศาสนาพุทธ หรือเป็นพระสงฆ์ แต่เข้าใจว่าจะเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม แล้วเข้าไปชี้แจงธรรมะบางอย่างของศาสนา ถวายพระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยา และการเข้าใจธรรมะนั้นเข้าใจว่าจะทำด้วยวิธีเล่านิทานต่าง ๆ แล้วไปสรุปความที่เป็นคติธรรม เมื่อเจ็ดทุ่มเบิกนักเทศน์ขันทีเข้าเฝ้า แล้วแปดทุ่มถึงตีสองจึงได้เบิกมโหรี เป็นอันเสร็จพระราชกรณียกิจในวันนั้น มโหรีก็หมายความว่าถึงเวลานอนได้ เพราะดนตรีไทยนั้น มีวัตถุประสงค์ไว้เพื่อกล่อมให้หลับไม่ได้มีวัตถุประสงค์อย่างอื่น เล่นไปฟังไปประเดี๊ยวก็หลับสบายดี

การที่เบิกนักเทศน์ขันทีเข้าเฝ้านี่แหละ เข้าใจว่าท่านที่นับถือศาสนาอิสลามในสมัยโบราณจะได้มีโอกาสหรือแปลคติธรรมต่าง ๆ ของอิสลามเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของผู้ปกครองแผ่นดินไทยในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก การที่มีโอกาสพบปะกันยามสงัด และเป็นเวลาตั้งหนึ่งชั่วโมงทุกวัน ย่อมจะต้องมีเรื่องพูดจาไต่ถามซักไซ้กันได้มากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเข้าใจว่าจะได้มีอะไรต่ออะไรมากมาย แต่หลักฐานที่ปรากฏเหลือลงมาจนถึงทุกวันนี้ ก็อยู่ในหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่เรียกกันว่า "อิหร่านราชธรรม" เข้าใจว่าเป็นนิทาน ซึ่งผู้นับถือศาสนาอิสลามในสมัยนั้นได้เข้าไปเล่าถวายต่อพระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเนื่องด้วยนิทานเหล่านี้เป็นคติธรรมสำหรับกษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินอย่างสูง จึงได้เป็นที่นิยมของคนไทยตลอดมา แม้แต่กรุงศรีอยุธยาได้แตกไปแล้ว หลักฐานต่าง ๆ ได้ถูกเผาศูนย์สิ้นไป เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น มีการทำนุบ้านเมืองให้คืนคงเป็นปกติ ก็ได้มีการเขียนหนังสืออิหร่านราชธรรมขึ้นอีก จากความทรงจำของบรรดาผู้สูงอายุ เพื่อเก็บไว้ในหอพระสมุดหลวง หรือหอสมุดข้างที่ เป็นเรื่องที่พระเจ้าแผ่นดินจะเอามาอ่านได้ทุกเวลา

เข้าใจว่าคงมีหลายท่านเคยอ่านหนังสืออิหร่านราชธรรมกันมาบ้างจะเห็นว่าชื่อบุคคลต่าง ๆ ในหนังสือนี้ มีเพี้ยนไปจากชื่อเดิมของอิสลามเป็นอย่างมาก เช่นว่า "พระเจ้ายามชิด" ในหนังสืออิหร่านราชธรรมก็เรียกเสียเป็นอย่างไทยๆ "พระเข้ายมสิทธิ์" หรือ "พระเจ้าสุไลมาน" ก็เรียกว่า "พระเจ้าสุราไลมาน" ให้ฟุ่มเฟือยไป เมืองแบกแดด ก็เรียกว่าเมือง ปัทดาษ มะไดยิน ก็รียกว่า มะดาวิน "พระเจ้านูซิเรวารอุ๊ดดีน" ก็เรียกว่า "พระเจ้าเนาวเสนวารวาดิน" ให้ฟังดูเพราะ ๆ ดี เหล่านี้เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามนิทานเหล่านี้แม้จะปิดแต่เรื่องแรกก็จะเห็นว่าทุกเรื่องนั้นเกี่ยวกับคติธรรมสำหรับพระราชาผู้ปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น

สำหรับมุสลิมที่มีเชื้อชาติอื่น อาทิเช่น เชื้อสายเขมร ซึ่งก็เคยมีมาแต่เดิมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2225) ก็ปรากฏมีกองอาสาจามเป็นกองทหารอาสาสมัครร่วมรบอยู่ในกองทัพไทย คำว่า "จาม" หรือ "แขกจาม" หรือชาวเขมรที่นับถือศาสนาอิสลามนั่นเอง สำหรับชาวเขมรที่อยู่ในกรุงเทพฯ นั้น ได้อพยพมาในตอนต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขณะที่ดำรงพระยศเป็นพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ยกทัพไปปราบเมืองเขมรได้ชัยชนะ ก็ได้กวาดต้อนผู้คนชาวเขมรมาไว้ในกรุงเทพฯด้วยเช่นกัน

อยู่ที่เขตพญาไท ถนนเจริญผลตัดใหม่นั่นเอง สำหรับแขกจามในสมัยนั้นเป็นบุคคลที่มีจำนวนมากในประเทศเขมร ในตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้นได้มีในจำนวนชาวเขมรเหล่านั้น ก็มีชาวแขกจามรวมอยู่ด้วย และได้โปรดให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถวนอกกำแพงเมือง คือแถวบ้านครัว ซึ่งขณะนี้แขกจามผู้หนึ่งชื่อ "ตวนเซด" ตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นอยู่ที่เกาะละว้าเอม แล้วแต่งตั้งขุนนางผู้ใหญ่จากพรรคพวกแขกจามด้วยกันเองเป็นอันมาก แต่ต่อมาพระยาเตโช (แทน) น้องชายฟ้าทะละหะมู ตั้งตัวเป็นฟ้าทะละหะ แล้วลอบมาเกลี้ยกล่อมขุนนางเขมรเก่า ๆ ยกไปลอบฆ่าตวนเซ็ดตาย ขณะนั้นนักองเองเป็นเจ้าเขมรเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ แต่ยังทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้ทรงโปรดให้นักองเองเข้ามาอยู่เสียในกรุงเทพฯ เพื่อความปลอดภัย แล้วทรงโปรดเกล้าให้พระยายมราช (แบน) เลื่อนขึ้นเป็น "เจ้าพระยาอภัยภูเบศร" ออกไปเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองเขมรไปพลางก่อน แล้วจึงจะโปรดให้กลับไปครองราชย์เมืองเขมรต่อไป ดังนั้น ในระยะนั้นชาวแขกจามซึ่งมีตำบลกำปงจามอยู่ในประเทศเขมร จึงถูกกวาดต้อนมาอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นอันมาก

ส่วนมุสลิมเชื้อสาย เปอร์เซียหรืออิหร่านนั้น เชื่อได้ว่าเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยอย่างแน่นอน เพราะอิทธิพลของภาษาอิหร่านก็ยังคงปรากฏอยู่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ดังได้กล่าวแล้วแต่ตอนต้น แต่คงเป็นพวกพ่อค้าที่เข้ามาทำการค้าขาย และเผยแพร่ศาสนาเท่านั้น เท่าที่ปรากฏหลักฐานว่า เข้ารับราชการในราชสำนักไทยนั้น คงจะเป็นตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ2145-2170) เรื่อยมาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนใหญ่บุคคลที่เข้ารับราชการนี้จะเป็นมุสลิมเชื้อสายอิหร่านทั้งสำนักคิดสุนนีและชีอะห์เกือบทั้งสิ้น ซึ่งมีชื่อเรียกตามภาษาชาวบ้านในสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า "แขกเทศ" หรือ "แขกแพ" นั่นเอง ส่วนชาวมุสลิมเชื้อสายปัตตานีซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "แขกตานี"นั้น มักประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม และค้าขายไม่นิยมการเข้ารับราชการในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมุสลิมที่ชื่อว่า "แขกตานี" เหล่านี้มีความเจียมตนถูกกวาดต้อนเข้ามาในฐานะเชลยศึก เลยไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทางราชการของเมืองไทยก็เป็นได้ แต่ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน ก็ปรากฏว่ามีคนมุสลิมเชื้อสายปัตตานีเข้ารับราชการทั้งทางด้านทหาร และพลเรือนกันมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดีย ซึ่งบรรพบุรุษเคยเข้ามาประกอบการค้าทางทะเลตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้ตั้งรกรากอยู่แถวปากลัด จังหวัดสมุทรปราการในปัจจุบัน เดิมแถวปากลัดนี้เป็นเมื่องนครเขื่อนขัณฑ์ และชาวอินเดียเหล่านี้อาจจะมีการสมรสกับคนในท้องถิ่นแถบนั้น ซึ่งเป็นชาวรามัญอยู่บ้าง และได้สืบสกุลต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าคนในท้องถิ่นเดิมนั้นเป็นอันมาก ชาวอินเดียบางสายก็ได้มาพำนักอยู่แถวประตูเมืองกรุงเทพฯ ในสมัยรัชการที่ 4 เป็นต้นมา ปรากฏว่ามีร้านค้าธุรกิจของชาวอินเดียตั้งอยู่หลายครอบครัว แถบสะพานช้างโรงสี เขตพระนครในปัจจุบัน นอกจากนั้นก็มีห้างร้านของชาวอินเดียมุสลิมตั้งอยู่แถวราชวงศ์ วัดสัมพันธวงศ์ ปรากฏมีมัสญิดอยู่แถวนั้นได้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงพระเจ้ากรุงธนบุรี คือ "มัสญิดวัดเกาะ" ส่วนใหญ่ของชาวอินเดียนับถือศาสนาอิสลามสำนักคิดชีอะห์ มีมัสญิดของชาวมุสลิมอินเดียชีอะห์อยุ่ฝั่งธนบุรีริมแม่น้ำเจ้าพระยาคือ "มัสญิดไซฟี (ตึกขาว) " ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์

สำหรับสายสกุลมุสลิมเชื้อสายอินเดียในส่วนกลางนี้ มีมากมายหลายสกุลด้วยกัน อาทิเช่น นานา, นานากุล, วงศ์พานิช, อมันตกุล, อมรทัต, วงศ์อารยะ, วงศ์ยุติธรรม, สมุทรโคจร, วานิชอังกูร, มาริกัน, เซท, โฆษิตกุล, สยามวาลา, ฮูเซ็น, อิทธิกุล, อับดุลราฮิม, สถาอานันท์, ไชยเดช, อดุลยรัตน์, หมุดกาญจน์, วัชรพิสุทธิ์, กัลยาณวิชัย, ซาฮิบ, โมมินทร์, วิรุฬหผล, วทานยกุล, สิมารักษ์, กุลสิริสวัสดิ์ ฯลฯ

ส่วนมุสลิม สายปากีสถาน นั้นมีอยู่โยกระจัดกระจายอยู่โดยทั่วไป ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทางภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคอีสาน ส่วนมากมีอาชีพทางปศุสัตว์ เป็นหลัก แต่ต่อมาในระยะหลังนี้ ก็ประกอบอาชีพทางธุรกิจกันมากขึ้น มุสลิมชาวปากีสถานนี้ส่วนใหญ่ มีฐานะทางเศรษฐกิจดีมาก เพราะมีความขยันขันแข็งกล้าได้ กล้าเสีย กล้าเสี่ยงต่อภัยอันตรายทั้งมวล เขาไปทำการค้าขายในป่าในดง และกลายเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลมากในด้านการค้าขายในชนบทโดยทั่วไป

มุสลิมเชื้อสายจีนก็มีอยู่จำนวนไม่น้อยในจังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเราเรียกกันว่า "จีนฮ่อ" ชาวจีนมุสลิมเหล่านี้อพยพเคลื่อนย้ายมาจากทางประเทศจีนตอนใต้ หรือยูนาน หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบสิ้นลง และเจียงไคเซ็ค ต้องอพยพรัฐบาลของตนไปอยู่เกาะไต้หวัน ประเทศจีนถูกยึกครองโดยเมาเซตุง และกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไป มีกองพล 93 ซึ่งตั้งอยู่ทางประเทศจีนตอนใต้ และเป็นทหารของจีนก๊กมินตั้ง จึงไม่อาจที่จะอยู่ในประเทศจีนต่อไปได้ จึงได้เคลื่อนย้ายมาปักหลักอยู่แถวอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทหารจีนเหล่านี้บางส่วนก็เป็นชาวจีนมุสลิม เช่นเดียวกับจีนฮ่อ ซึ่งเคยอยู่ในเมืองไทยมาก่อนแล้ว จึงได้รวมตัวมาพำนักอยู่ในเมืองเชียงใหม่เป็นจำนวนไม่น้อย ปัจจุบันชาวจีนมุสลิมในเชียงใหม่จึงเพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีมัสญิดของกลุ่มจีนมุสลิมอยู่สองมัสญิด ซึ่งในจังหวัดเชียงใหม่มีมัสญิดทั้งหมดอยู่ 5-6 มัสญิด เท่านั้น

เป็นเพื่อน Line กับเรา