ปาฎิหารย์แห่งอิสลาม มัมมี่ ฟาร์โรห์ และการรับอิสลามของแพทย์ผู้โด่งดังชาวฝรั่งเศส

7 สค. 60     12065

 

ปาฎิหารย์แห่งอิสลาม มัมมี่ ฟาร์โรห์ และการรับอิสลามของแพทย์ผู้โด่งดังชาวฝรั่งเศส

มอริส บูกายย์ (Dr.Maurice Bucaille)

 

 

เรื่องราวของ มัมมี่ ฟาโรห์ และการประกาศอิสลามของแพทย์ผู้โด่งดังชาวฝรั่งเศส ชื่อ มอริส บูกายย์ (Dr.Maurice Bucaille)

ช่วง ที่นายฟรองซัวส์ มิตแตร์รองด์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ปี 1981 รัฐบาลฝรั่งเศส ได้ดำเนินการขออนุญาตจากรัฐบาลอียิปต์ ให้ส่งมัมมี่ฟาโรห์ไปยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อทำการชันสูตรและบำรุงรักษา หลังจากนั้นก็มีการเคลื่อนย้ายศพจอมอหังการที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จัก

ที่ฝรั่งเศส …ขณะที่ขบวนเคลื่อนย้ายมัมมี่ฟาโรห์ลงจากบันไดเครื่องบิน ประธานาธิบดีพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศฝรั่งเศส ได้เข้าแถวต้อนรับมัมมีฟาโรห์และคณะอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ !!! เสมือนกับพิธีต้อนรับพระราชาและเสมือนว่าฟาโรห์ยังมีชีวิตอยู่ และกำลังร้องตะโกนแก่ชาวอียิปต์ว่า ข้าคือพระเจ้าที่สูงส่งของพวกเจ้า

หลัง จากพิธีต้อนรับเสร็จสิ้นลง… ศพจอมอหังการก็ถูกเคลื่อนย้ายด้วยขบวนรถอย่างยิ่งใหญ่ซึ่งไม่ด้อยกว่าพิธี ต้อนรับ จากนั้นศพมัมมี่ถูกนำไปยังศูนย์พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เพื่อทำการชันสูตรโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ภาพ ที่ท่านเห็นด้านล่างนี้ คือภาพถ่ายระยะใกล้ของ ฟาโรห์โรเมสิสที่สอง สังเกตได้ว่ามือทั้งสองข้างอยู่ในสภาพกอดอก แพทย์ผู้เป็นห้วหน้าทีม ของการชันสูตรศพในครั้งนี้คือ ศ.นพ.มอริส บูกายย์ (Dr.Maurice Bucaille)

ปาฎิหารย์แห่งอิสลาม มัมมี่ ฟาร์โรห์ และการรับอิสลามของแพทย์ผู้โด่งดังชาวฝรั่งเศส

ทีมแพทย์ชันสูตรต่างกุลีกุจอตรวจรักษาศพมัมมี่เป็นการใหญ่ ในขณะที่ศ.นพ.มอริส ใจจดใจจ่อที่จะพิสูจน์ว่า จอมราชันย์ผู้โอหังองค์นี้ เสียชีวิตได้อย่างไร

ศพของโรเมสิสที่สองนี้ มีสภาพที่แตกต่างจากศพฟาโรห์อื่นๆ ที่มีการชันสูตรก่อนหน้านี้ เพราะลักษณะการสิ้นชีวิตของฟาโรห์องค์นี้แปลกพิสดารมาก ขณะที่ทีมแพทย์แกะผ้าพันศพออก พวกเขาต้องตระหนกตกใจเมื่อมือซ้ายของมัมมี่นี้ได้ยื่นออกอย่างรวดเร็ว คล้ายกับว่าผู้ที่ห่อศพได้ออกแรงดันให้มือทั้งสองข้างชิดแนบอกเหมือนศพ ฟาโรห์องค์อื่นที่สิ้นชีวิตก่อนหน้านี้ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ?

 

ช่วงดึกของคืนหนึ่ง ศ.นพ.มอริสได้พิสูจน์ผลการทดสอบครั้งสุดท้าย ซึ่งค้นพบว่า มีเกร็ดเกลือติดอยู่กับศพ ฟาโรห์ หลังจากมีการเอ็กซ์เรย์ เขายังพบอีกว่า กระดูกของศพได้หักเป็นท่อน ๆ ในขณะที่ผิวหนังไม่มีร่องรอยการฉีกขาดเลย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการยืนยันว่าฟาโรห์องค์นี้จมน้ำตายอย่างแน่นอน เนื่องจากถูกกระแทกด้วยน้ำอย่างรุนแรง ทำให้กระดูกหัก แต่ผิวหนังไม่ฉีกขาด หลังจากเสียชีวิต ศพฟาโรห์ องค์นี้ถูกเคลื่อนย้ายออกจากทะเลโดยทันที หลังจากนั้นประชาชนได้เร่งรีบห่อศพเป็นมัมมี่เพื่อป้องกันจากการเน่าเปลื่อย

สิ่งที่แปลกกว่านี้ ทีมแพทย์สามารถอธิบายเกี่ยวกับมือซ้าย ซึ่งฟาโรห์องค์นี้กำลังถือเชือกบังคับม้าหรือดาบด้วยมือขวา ในขณะที่มือซ้ายถือโล่ห์ และเป็นช่วงที่พระองค์จมน้ำตายพอดี

เนื่องจากอยู่ในอาการตกใจสุดขีด ในขณะที่มือซ้ายกำลังปกป้องการโหมกระหน่ำของน้ำทะเลอย่างสุดชีวิต ทำให้พระองค์ต้องจบชีวิตในลักษณะนี้ ซึ่งในวงการแพทย์แล้วเป็นที่ทราบกันว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะดึงมือให้แนบอกอีกครั้ง

อาการของศพในลักษณะนี้ เป็นที่ทราบกันดีในวงการแพทย์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเหยื่อหรือผู้ตายอยู่ใน อาการปกป้องชีวิตแบบสุด ๆ เช่นกำลังคว้าเสื้อฆาตกรหรือส่วนอื่น ๆ ในทำนองนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจแก่ ศ.นพ มอริส คือ ทำไมศพฟาโรห์องค์นี้มีสภาพที่สมบูรณ์กว่าศพฟาโรห์องค์ อื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ศพฟาโรห์องค์นี้ถูกนำมาจากท้องทะเล ?

ศ.นพ มอริส บูกายย์ ได้ตระเตรียมเขียนรายงานชิ้นสุดท้ายเกี่ยวกับสิ่งใหม่ที่ตนเองค้นพบ นั่นคือฟาโรห์องค์นี้ จมน้ำตายในทะเลก่อนที่จะถูกนำขึ้นบก เขาวาดฝันว่าสื่อทุกแขนงคงให้ความสนใจกับสิ่งที่ตนเองค้นพบอย่างแน่นอน

 

จนกระทั่งหนึ่งในทีมแพทยช์ชันสูตรได้กระซิบกับเขาว่า ท่านจะรีบร้อนไปทำไม ชาวมุสลิมรู้เรื่องฟาโรห์ จมทะเลตายมาก่อนแล้ว อัลกุรอานของพวกเขาได้เล่าเรื่องนี้มาตั้งแต่ 14 ศตวรรษที่ผ่านมาแล้ว

คำพูดนี้ทำให้ ศ.นพ. มอริส แปลกใจมาก เขาจึงปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า ไม่มีทางที่อัลกุรอานจะค้นพบสิ่งเร้นลับนี้ได้ เว้นแต่ต้องอาศัยอุปกรณ์อันทันสมัยและเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพสูงมาก ยิ่งไปกว่านั้น มัมมี่ องค์นี้ได้รับการค้นพบครั้งแรกเมื่อป 1898 

ศ.นพ.มอริส รู้สึกแปลกใจยิ่งขึ้น และถามตนเองว่า ไม่มีทางที่ปัญญาของมนุษย์จะยอมรับคำบอกเล่าของอัลกุรอานในเรื่องนี้ได้ มนุษย์ ทั้งมวลซึ่งไม่เพียงแต่ชาวอาหรับเท่านั้นต่างก็ไม่รู้ดัวยซ้ำว่า ชาวอียิปต์ยุคก่อนรู้วิธีรักษาศพด้วยการห่อศพเป็นมัมมี่ เว้นแต่ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น

ศ.นพ มอริส นั่งเพ่งพินิจศพฟาโรห์ทั้งคืนในขณะที่มันสมองของเขา หวนคิดคำพูดของเพื่อนๆว่า อัลกุรอานของชาวมุสลิม ได้พูดถึงศพฟาโรห์ที่ถูกนำออกจากทะเลหลังจากจมน้ำ ในขณะที่คัมภีร์ไบเบิลได้เล่าเพียงการจมน้ำตายของฟาโรห์ช่วงที่ไล่ล่านบีมูซา เท่านั้น โดยไม่มีการพูดถึงว่าศพฟาโรห์ได้ถูกนำ ณ ที่ใดบ้าง

 

ปาฎิหารย์แห่งอิสลาม มัมมี่ ฟาร์โรห์ และการรับอิสลามของแพทย์ผู้โด่งดังชาวฝรั่งเศส

 

เป็นไปได้หรือที่ มูฮัมมัด ของพวกเขารับทราบความจริงนี้มาตั้งแต่พันกว่า ปีแล้วในคืนนั้น ศ.นพ มอริสไม่สามารถหลับตานอนได้เลย เขาได้ส่งให้ผู้ช่วยของเขานำคัมภีร์โตราห์ และเขาได้อ่านตอนหนึ่ง ความว่า

“และแล้วน้ำก็ได้โถมเข้าใส่ ทำให้เหล่าทหารม้าของฟาโรห์จมใต้ทะเล ไม่มีใครรอดชีวิตแม้เพียงคนเดียว”

 

ศ.นพ มอริส ยังคงแปลกใจอยู่ว่า แม้กระทั่งไบเบิลก็ไม่เคยพูดถึงศพของฟาโรห์ว่าถูกรักษาไว้อย่างดี คัมภีร์โตราห์ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดจุดจบของศพ ฟาโรห์เลย

หลังจากการตรวจชันสูตรสำเร็จไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลฝรั่งเศสก็ส่งคืนมัมมี่ฟาโรห์กลับคืนไปยังอียิปต์ แต่ความรู้สึกของ ศ.นพ มอริส ยังคงว้าวุ่นกระวนกระวาย หลังจากที่เขาทราบว่าชาวมุสลิมรู้มาก่อนหน้านี้ว่าศพฟาโรห์ถูกเก็บรักษา อย่างปลอดภัย

 

 

เขาจึงจัดแจงสัมภาระ และตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศมุสลิม เพื่อขอพบกับบรรดาศัลยแพทย์มุสลิม ณ ที่นั่น เขาได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับศัลยแพทย์มุสลิม พร้อมทั้งเล่าสิ่งที่เขาค้นพบเกี่ยวกับศพฟาโรห์ที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่าง ดีหลังจากจมน้ำตาย หนึ่งในศัลยแพทย์มุสลิมได้ลุกขึ้น พร้อมเปิดอัลกุรอานและอ่านพจนารถของอัลลอฮฺว่า

 

อายะฮฺนี้ทำให้เขาต้องตะลึงแน่นิ่ง หัวใจเต้นระรัวด้วยความประหลาดใจ เขาได้ลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายตาผู้คน พร้อมป่าวตะโกนเสียงก้องว่า ฉันขอประกาศรับอิสลาม และฉันศรัทธาต่ออัลกุรอานนี้

ศ.นพ มอริส บูกายย์ ได้กลับสู่ประเทศฝรั่งเศสในสภาพที่ต่างจากช่วงที่เขาออกมาอย่างสิ้นเชิง หลัง จากนั้น เขาจึงได้ทุ่มเทเวลานานนับสิบปีศึกษาวิจัยความสอดคล้องของวิทยาการและการค้น พบทางวิชาการยุคใหม่กับเนื้อหาที่ปรากฏในอัลกุรอาน

 

นอกจากนี้ เขายังใช้ความพยายามค้นหาข้อผิดพลาดทางวิชาการที่อาจมีอยู่ในอัลกุรอาน แต่เขาก็ไม่เจอะเจอ แม้เพียงเรื่องเดียว และแล้ว เขาก็ต้องยอมจำนนกับพจนารถของอัลลอฮฺที่ได้ดำรัสความว่า

“ความ เท็จจากข้างหน้าและจากข้างหลังจะไม่สามารถย่างเข้าไปสู่อัลกุรอานได้ (เพราะ) เป็นการประทานจากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ”

 

ผลพวงจากความทุ่มเทตลอดระยะเวลาสิบปีนี้ ทำให้ ศ.นพ มอริส สามารถผลิตผลงานชิ้นเอกที่พูดถึงความมหัศจรรย์ของอัลกุรอาน ซึ่งได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวางในประเทศยุโรป 

คัมภีร์ ไบเบิล คัมภีร์อัลกุรอาน และ วิทยาศาสตร์ เป็นงานชิ้นเอกของ มอริส บูกายย์ ซึ่งเขียนขึ้นหลังจากการค้นคว้าหาข้อมูลอย่างยาวนาน ทั้งจากคัมภีร์ไบเบิล อัลกุรอานและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ บูกายย์ ได้ทุ่มชีวิตให้กับการเรียนรู้อิสลามด้วยการศึกษาภาษาอาหรับ และคัมภีร์อัลกุรอานอย่างมุ่งมั่นก่อนที่จะสรุปว่า

“ ในชีวิตนี้ ผมไม่เคยพบความสอดคล้องระหว่างศาสตร์และศาสนาเลยจนกระทั่งผมได้ศึกษาอัลกุ รอาน ในทัศนะอิสลามแล้วศาสนาและความรู้เป็นคู่แฝดที่ไม่สามารถแยกออกจากกัน ได้เลย ”

 

หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลไม่น้อยกว่า 17 ภาษา รวมทั้งภาษาไทยที่แปลโดย ดร.กิติมา อมรทัต ได้ผ่านการตีพิมพ์แล้ว จำนวน 3 ครั้ง (2542 2546 และ2551 ตามลำ ดับ) โดยสำนักพิมพ์อิสลามิคอะเคเดมี

 

 

มอริส ยังได้กล่าวอีกว่า : 

“อัลกุรอานสอดคล้องกับข้อมูลวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างลงตัวที่สุด ความรู้สมัยใหม่ทำให้เราเข้าใจโองการ หลายโองการในอัลกุรอาน ซึ่งไม่สามารถตีความได้จนกระทั่งบัดนี้”

แปลและเรียบเรียง / อ.มัสลัน มาหะมะ

ISLAMMORE.COM

เพิ่มเติม:   topicstock.pantip.com