ข้อแนะนำทางการแพทย์ สำหรับที่ถือศีลอด

5 กค. 55     3205

20 คำแนะนำทางการแพทย์ สำหรับผู้ที่ถือศีลอด

1. "จงกินจงดื่มและจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย" ซูเราะฮฺอัลอะอฺรอฟ อายะฮฺที่ 31 นี้ เป็นโองการหนึ่งในอัลกุรอาน ซึ่งรวมวิชาโภชนาการไว้ทั้งหมด ภายใต้คำพูด 3 คำ

หากผู้ถือศีลอดปฏิบัติตามโองการดังกล่าวตลอดช่วงเดือนรอมฏอน พร้อมทั้งหลีกเหลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมัน ขนมหวาน และอาหารหนัก ในปริมาณที่มากจนเกินควรแล้ว เมื่อรอมฏอนผ่านไป น้ำหนักตัวของเขาจะลดลงเล็กน้อย และไขมันในร่างกายของเขาก็จะน้อยลงด้วย และเขาก็จะเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีและมีความสุขอย่างที่สุด

จึงกล่าวได้ว่า เดือนรอมฏอนปกป้อง หัวใจของผู้ถือศีลอด และให้การพักผ่อนแก่ร่างกายของเขา ทั้งนี้เนื่องจากขนมหวานต่างๆ เนื้อสัตว์ และ อาหารประเภทนมเนยที่เขารับประทานเข้าไปนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นไขมันภายในร่างกาย ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและทำให้หัวใจต้องทำงานอย่างหนัก ซึ่งพวกเราจำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่เคยชินกับการบรรจุอาหารหลาก หลายชนิด เข้าไปในห้องจนอิ่มแปร้ แล้วตามด้วยน้ำอัดลมหรือน้ำแข็ง เพื่อดับกระหายในเวลาละศีลอด อย่างไรก็ดี บรรดานักวิจัยได้ยืนยันว่า จากการศึกษาทางวิชาการชี้ว่า ถึงแม้มุสลิมจำนวนมากจะละเลยกฏเกณฑ์ด้านสุขภาพ เกี่ยวกับโภชนาการไปอย่างน่าเสียดายก็ตาม และถึงแม้ว่าพวกเขา จะรับประทานอาหารที่มีไขมัน และขนมหวานอันหลากหลาย ในรอมฏอนก็ตามที
แต่การถือศีลอดในเดือนรอมฏอนของพวกเขา ก็อาจสามารถทำให้น้ำหนักตัวของพวกเขาลดลง 2-3 กิโลกรัมได้
2. "มนุษย์จะยังคงอยู่ในความดีงาม ตราบที่พวกเขารีบละศีลอด" อัลหะดีษ บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม การรีบละศีลอดเมื่อได้เวลาเป็นซุนนะฮฺของท่านร่อสู้ล และยังมีผลดีต่อสุขภาพและจิตใจของผู้ถือศีลอดอีกด้วย เพราะเมื่อได้เวลาละศีลอดนั้น ร่างกายผู้ถือศีลอดกำลังอยู่ในช่วงที่มีความต้องการสิ่งที่จะมาชดเชยน้ำ และกำลังงานที่ได้สูญเสียไปตลอดทั้งวันมากที่สุด การล่าช้าในการละศีลอดจะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ถือศีลอดลดลงอีก ซึ่งจะทำให้เขา ยิ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อย และอ่อนเพลีย และเป็นการทรมานตัวเองโดยปราศจากความจำเป็น นอกเหนือจากที่เป็นการกระทำที่ไม่ต้องด้วยซุนนะฮฺของท่านร่อสู้ลแล้ว

3. "เมื่อคนใดในหมู่พวกท่านละศีลอด ก็จงละศีลอดด้วยอินผลัม" อัลหะดีษ บันทึกโดยติรมิซีย ท่านอนัส ร่อฏิยัลลอฮุรายงานว่า ท่านร่อสู้ล จะละศีลอดด้วยอินทผลัมสด ก่อนที่ท่านจะละหมาด (มัฆริบ) ถ้าไม่มีก็ด้วยอินทผลัมแห้งและถ้าไม่มีก็ด้วยการดื่มน้ำเล็กน้อย ในขณะที่ผู้ถือศีลอดละศีลอด ร่างกายของเขากำลังต้องการอาหารประเภทน้ำตาล ซึ่งสามารถจะถูกดูดซับเข้าสู่เลือดได้อย่างรวดเร็วและขจัดความหิวโหยให้หมดไป ในขณะเดียวกันนั้น ร่างกายของเขาก็ต้องการน้ำด้วย และการละศีลอดด้วยน้ำ และอินทผลัมก็ให้ทั้ง 2 ประการ นั่นคือการขจัดความหิว และขจัดความกระหาย นอกจากนั้น ทั้งอินทผลัมสดและแห้งยังอุดมด้วยเส้นใย ที่จะช่วยป้องกันการท้องผูก และยังทำให้รู้สึกอิ่ม ดังนั้นภายหลังจากที่ผู้ถือศีลอดละศีลอดด้วยอินทผลัมแล้ว เขาจึงไม่มีความยากที่จะรับประทานอาหารอื่นในปริมาณมากๆ อีก

4. จงแบ่งการละศีลอดเป็น 2 ช่วง ท่านร่อสู้ล (ศ้อลฯ) จะรีบละศีลอดด้วยอินทผลัม หรือน้ำ ต่อจากนั้นก็จะรีบไปละหมาดมัฆริบ เสร็จแล้ว จึงกลับมารับประทานอาหารละศีลอดต่อ การรับประทานอินทผลัมเล็กน้อยและน้ำ จะเป็นการกระตุ้นกระเพาะอาหารอย่างแท้จริง และในขณะที่กำลังละหมาดมัฆริบนั้น กระเพาะก็จะดูดซับสารน้ำตาลและน้ำ ทำให้ความรู้สึกหิวกระหายเลือนหายไป ครั้นเมื่อผู้ถือศีลอดละหมาดเสร็จ และกลับมารับประทานอาหารปริมาณมากๆ ในคราวเดียวและอย่างเร่งรีบนั้น จะทำให้กระเพาะอาหารโป่งพอง ลำใส้เกิดอาการปั่นป่วนและอาหารย่อยยาก

5. จงเลือกอาหารที่ถูกอนามัยและมีสารอาหารครบถ้วน อาหารที่ท่านรับประทานควรมีความหลากหลาย และมีสารอาหารครบทุกหมู่ และควรให้อาหารมื้อละศีลอด มีสลัดผักมากๆ เพราะนอกจากมันจะอุดมไปด้วยเส้นใย ซึ่งช่วยไม่ให้ท้องผูกแล้ว มันยังทำให้รู้สึกอิ่ม อันจะทำให้ไม่ต้องรับประทานอาหารมื้อนั้นในปริมาณมากๆ อีกด้วย และพึงหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ใส่เครื่องเทศ เครื่องชูรส และที่มีรสเปรี้ยวจัด รวมทั้งอาหารทอดและย่าง เพราะอาจทำให้ย่อยยาก และลำใส้ปั่นป่วนได้

6. "พวกท่านจงรับประทานอาหารสะหู้รเถิด แท้จริงในอาหารสะหู้รนั้นมีความจำเริญ" อัลหะดีษ บันทึกโดยบุคอรียและมุสลิม ท่านร่อสู้ล (ศ้อลฯ) ได้สั่งเสียในหะดีษดังกล่าวถึงความจำเป็นในการรับประทานอาหารสะหู้ร เพราะอาหารสะหู้รจะช่วยให้เราไม่รู้สึกอ่อนเพลีย และปวดศีรษะในตอนกลางวันของรอมฏอน และยังจะช่วยบรรเทาความกระหายน้ำอย่างรุนแรงอีกด้วย นอกจากนั้นท่านรอซูล (ศ้อลฯ) ยังส่งเสริมให้ล่าช้าในการรับประทานอาหารสะหู้ร ท่านกล่าวว่า : "ประชาชาติของฉันจะยังคงอยู่ในความดีงาม ตราบที่พวกเขาล่าช้าในการรับประทานอาหารสะหู้ร และรีบละศีลอด" อัลหะดีษ บันทึกโดยอะหมัด
และควรให้อาหารสะหู้รเป็นอาหารที่ย่อย เช่น นมโยเกิร์ต น้ำผึ้ง และผลไม้ต่างๆ เป็นต้น

7. พึงหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้กระหาย พึงหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือเผ็ดจัด และอาหารที่ใส่เครื่องเทศและเครื่องชูรสมากๆ โดยเฉพาะมื้อสะหู้ร เพราะอาหารจำพวกนี้จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกกระหายน้ำ และควรเลี่ยงการรับประทานอาหารกระป๋อง และอาหารประเภทฟาส์ทฟู้ด และควรดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่ไม่ควรให้มากจนเกินไป

8. ข้อแนะนำเพื่อไม่ให้ท้องผูก หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่มักจะมีอาการท้องผูก ก็ให้รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น สลัดผัก ผักและผลไม้ชนิดต่างๆ และจงหลีกเลี่ยงการรับประทานขนมหวาน โดยให้รับประทานผลไม้แทน และจงทำละหมาดตะรอเวียห์อย่างสม่ำเสมอ และบริหารร่างกายหรือออกกำลังกายอย่างที่เคยปฏิบัติ

9. พึงหลีกเลี่ยงการนอนหลังการละศีลอด ผู้ถือศีลอดบางคน ชอบที่จะนอนหลังการรับประทานอาหารละศีลอด อันที่จริงการนอนหลังอาหารมื้อใหญ่ และมากไปด้วยไขมันนั้นจะเพิ่มความเฉื่อยชาและเกียจคร้านให้มากขึ้น ข้อแนะนำสำหรับผู้นิยมการนอนหลังอาหารละศีลอดก็คือ ให้รับประทานอาหารละศีลอด ในปริมาณพอสมควร ให้ทำการละหมาดอิชาอฺ และละหมาดตะรอเวียฮฺ ซึ่งอิริยาบทต่างๆ ในการละหมาดจะช่วยให้อาหารย่อย และทำให้ผู้ถือศีลอด กับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและกระชุ่มกระช่วยขึ้น

10. โอกาสของการเลิกสูบบุหรี่ เป็นที่ยืนยันว่าประโยชน์ของการเลิกสูบบุหรี่ ที่ผู้เลิกสูบจะได้รับนั้นจะเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เลิกสูบเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะเมื่อใดที่เขาหยุดสูบบุหรี่ เลือดของเขาก็จะเริ่มมีโอกาสดูดซับอ๊อกซิเจนไปหล่อเลี้ยง และยังจะทำให้หัวใจทำงานเบาขึ้น หลังจากที่ต้องทำงานหนักมาโดยตลอดในช่วงสูบบุหรี่ รอมฏอนจึงเป็นโอกาสดีสำหรับท่านที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เมื่อท่านสามารถงดสูบบุหรี่เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงตลอดกลางวันของรอมฏอนได้ แล้วทำไมท่านจะไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ โดยเด็ดขาดได้ทีเดียวหรือ? แน่นอน มันไม่ใช่เรื่องที่เกินกำลังความสามารถของท่านเลย เพียงแต่ท่าน จะต้องมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเลิกมันเท่านั้น และพึงระลึกอยู่เสมอถึงผลร้ายหรือโทษของบุหรี่ ที่มีต่อตัวของผู้สูบเองและต่อผู้คนที่อยู่รอบข้าง

11. "ถ้าเป็นวันถือศีลอดของคนหนึ่งในหมู่พวกท่าน เขาจะต้องไม่เกี้ยวพาราสี และจะต้องไม่โกรธฉุนเฉียว" อัลหะดีษ บันทึกโดย บุคอรียและมุสลิม นอกจากความโกรธฉุนเฉียว จะเป็นอารมณ์ที่ผู้ถือศีลอดไม่ควรให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่ท่านร่อสู้ล (ศ้อลฯ) ห้ามแล้ว อารมณ์โกรธฉุนเฉียวยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย กล่าวคือ ขณะเกิดอารมณ์โกรธหรือโมโหนั้น ร่างกายจะขับฮอร์โมนแอ็ดรีนาลีนออกมาในปริมาณมากกว่าปรกติ และถ้าหากอารมณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงแรกที่เริ่มถือศีลอด ซึ่งเป็นเวลาที่อาหารสะหู้รกำลังถูกย่อยก็อาจจะทำให้ระบบการย่อยปั่นป่วนและการซึมซับไม่ดี แต่ถ้าเกิดขึ้นในช่วงกลางวัน ก็จะทำให้สารกลีโคเจนบางส่วนในตับแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกูโคซ ซึ่งสร้างพลังงานให้กับร่างกาย ทำให้ผู้มีอารมณ์โกรธมีความอยากที่จะใช้กำลังเข้าต่อสู่ประหัดประหารคู่กรณี ซึ่งพลังงานดังกล่าวเป็นพลังงานที่สูญเปล่า ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้นั้นกำลังอยู่ระหว่างถือศีลอด และในบางครั้งการเพิ่มของปริมาณฮอร์โมนแอ็ดรีนาลีนมากๆ ก็จะทำให้ผู้ที่เคยมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก เกิดอาการดังกล่างขึ้นอีก นอกจากนั้นการเกิดอารมณ์เครียดบ่อยๆ ยังจะเป็นสาเหตุของการเกิดโคเลสเตอรอลชนิดหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการให้เส้นเลือดแข็งตัว

12. ข้อแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ก่อนที่หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรจะถือศีลอด นางควรปรึกษาแพทย์หากแพทย์อนุญาต นางจึงถือศีลอด แต่ไม่ควรรับประทานอาหารละศีลอดในปริมาณที่มากเกินไป ให้รับประทานแต่พอประมาณ และควรแบางการรับประทานอาหารละศีลอดเป็น 2 มื้อ มื้อแรกเมื่อได้เวลาละศีลอด และมื้อที่ 2 ให้ห่างกับมื้อแรกประมาณ 4 ชั่วโมง และในการรับประทานอาหารสะหู้รควรจะล่าช้ามากที่สุด และควรรับประทานอาหารประเภทนมโยเกิร์ตให้มาก และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและขนมหวาน
นอกจากนั้นหญิงที่ให้นมบุตรยังควรที่จะจัดเตรียมน้ำและอาหารเหลว เพื่อให้เด็กได้รับประทานควบคู่ไปกับการให้นมของนางขณะถือศีลอด และอาหารที่นางรับประทารเองทั้งมื้อละศีลอด และมื้อสะหู้ร ควรเป็นอาหารที่เหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรให้นมเด้กบ่อยครั้งในช่วงหลังละศีลอดถึงสะหู้ร และเมื่อใดที่รู้สึกอ่อนเพลียและเหน็ด เหนื่อยก็ให้รีบละศีลอดและปรึกษาแพทย์

13. จงฝึกเด็กๆ ให้ถือศีลอดด้วยความนุ่มนวล และอ่อนโยน ผู้ปกครองควรที่จะฝึกให้บุตรหลานถือศีลอดตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเมื่ออายุได้ 10 ขวบ พวกเขาก็น่าที่จะสามารถถือศีลอดได้อย่างจริงจังแล้ว อย่างไรก็ดีไม่ควรลงโทษพวกเขาด้วยการตี หรือบังคับขู่เข็ญจนเกินควร เพราะอาจทำให้พวกเขาแอบรับประทานอาหาร โดยไม่ให้ผู้ปกครองเห็น หรืออาจทำให้พวกเขาเพิ่มนิสัยที่ไม่ซื่อสัตย์มากขึ้น และควรฝึกให้พวกเขาถือศีลอดอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ในลักษณะที่นุ่มนวลและค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกันบิดามารดาหรือผู้ปกครองก็จะต้องคอยสังเกตบุตรหลาน ในขณะที่พวกเขาถือศีลอดด้วยหากพบว่าพวกเขามีอาการป่วย หรืออ่อนเพลียจนเกินไป ก็จงให้พวกเขารีบละศีลอด และขอเรียนว่ามีโรคบางชนิดที่ทำให้เด็กๆ ไม่สามารถถือศีลอดได้ นั่นคือโรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง และโรคเกี่ยวกับไต เป็นต้น
อนึ่ง ผู้ปกครองของเด็กๆ ควรให้บุตรหลานของท่าน ได้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบทุกหมู่ทั้ง 2 มื้อ คือมื้อละศีลอดและมื้อสะหู้ร

14. "ผู้ใดที่เจ็บป่วยหรืออยู่ในระหว่างเดินทาง ก็ให้ถือศีลอดในวันอื่น" อัลบะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 184 นับเป็นความเมตตาของอัลลอฮฺตะอาลา ที่ทรงผ่อนผันให้ผู้ป่วยไม่ต้องถือศีลอดในรอมฏอน ฉะนั้นหากแพทย์มุสลิมบอกกับผู้ป่วยคนใดว่า หากเขาถือศีลอดจะทำให้อาการป่วยเพิ่มมากขึ้นหรืออาจถึงแก่ชีวิต ในกรณีนี้ เขาก็จำเป็นจะต้องงดการถือศีลอด นอกจากผู้ป่วยจะได้รับการผ่อนผัน โดยไม่ต้องถือศีลอดแล้ว
ผู้เดินทางก็ยังได้รับการผ่อนผันในลักษณะเดียวกัน แต่ถ้าบุคคลทั้ง 2 ประเภทสามารถถือศีลอดได้ แม้จะด้วยความยากลำบาก ก็คือว่าการถือศีลอดของเขาใช้ไม่ได้ และไม่จำเป็นจะต้องถือศีลอดใช้ แต่ถ้าการถือศีลอดจะทำให้เขาได้รับอันตรายอย่างร้ายแรง
ดังกล่าวแล้ว การถือศีลอดของเขาก็ไม่ถือว่าเป็นความดีงามแต่อย่างได อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า ผู้ป่วยจะอยู่ในฐานะที่อันตรายกว่าผู้เดินทาง ในการที่จะถือศีลอด เพราะในการที่ผู้เดินทางได้รับการผ่อนผันให้ไม่ต้องถือศีลอดนั้น ก็เนื่องจากเกรงว่าเขาจะป่วย ฉะนั้นผู้ที่เจ็บป่วยอยู่แล้ว จึงยิ่งอันตรายมากขึ้นไปอีก อัลลอฮ์ตะอาลาจึงได้ทรงกล่าวคำว่า "ผู้ป่วย" ก่อน "ผู้ที่อยู่ระหว่างการเดินทาง" ในอายะฮฺดังกล่าว

15. หากท่านเจ็บป่วย ก็จงปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มถือศีลอด

16. คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจจำนวนไม่น้อย ที่สามารถถือศีลอดได้ เนื่องจากในช่วงเวลากลางวันเมื่อไม่มีการย่อยอาหาร กล้ามเนื้อหัวใจก็ทำงานน้อยลง และได้พักผ่อนมากขึ้น
ทั้งนี้เพราะเมื่อมีการย่อยอาหารนั้นร้อยละ 10 ของเลือดหัวใจสูบฉีดไปยัง ส่วนต่างๆของร่างกายจะต้องถูกส่งไปเลี้ยงอวัยวะที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ตามปรกติแล้วจะสามารถถือศีลอดได้ แต่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และในขณะนี้ก็มียาหลายชนิด ที่ผู้ป่วยสามารถจะรับประทานเพียงแค่วันละ 1-2 ครั้งเท่านั้น แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มเปรี้ยวจัด และรับประทานอาหารที่ใส่เกลือสมุทรให้น้อยลง ส่วนผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่รุนแรง และเฉียบพลัน โดยทั่วไปก็สามารถถือศีลอดได้ แต่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ดี ก็มีผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการทางหัวใจบางอย่าง ที่ไม่สามารถถือศีลอดได้ อย่างเช่น ผู้ป่วยด้วยโรคก้อนเลือดแข็ง ผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นอ่อนอย่างรุนแรง และผู้ที่มีอาการเจ็บเสียดหน้าอกอย่างเฉียบพลัน เป็นต้น

17. คำแนะนำสำหรับผู้เป็นนิ่วในไต หากผู้ถือศีลอดไม่เคยเป็นนิ่วในไตมาก่อน ก็ไม่จำเป็นจะต้องวิตกกังวลแต่อย่างใด แต่ถ้าเขามีอาการดังกล่าวอยู่ หรือเคยมีประวัติการเป็นนิ่วในไตมาก่อน อาการของเขาอาจจะกำเริบขึ้นอีกได้ หากไม่ได้ดื่มน้ำหรือรับอาหารเหลวในปริมาณที่เพียงพอ
ผู้ป่วยด้วยโรคนิ่วในไต ควรที่จะงดการถือศีลอดในวันที่มีอากาศร้อนจัด เพราะปริมาณปัสสาวะจะลดลงอย่างมาก ซึ่งก็คงจะต้องให้แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้วินิจฉัย ว่าเขาจะสามารถถือศีลอดได้หรือไม่?
อย่างไรก็ดี ขอแนะนำว่าผู้ป่วยโรคนิ่วในไต ควรรับประทานน้ำ และอาหารเหลวให้มากทั้งในตอนกลางคืนและมื้อสะหู้ร และควรหลีกเลี่ยงอากาศร้อน และการใช้กำลังงานมากๆในตอนกลางวัน นอกจากนั้น ยังควรลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ให้น้อยลง รวมทั้งของขบเคี้ยวต่างๆ

18. คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากแพทย์อนุญาตให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานถือศีลอดได้ เพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด และรับประทานอาหารตามที่แพทย์สั่ง ทั้งประเภทและปริมาณอาหารที่รับประทานควรแบ่งออกเป็น 3 มื้อ ในปริมาณเท่ากัน คือเมื่อละศีลอด เมื่อเสร็จจากละหมาดอิชาอฺ และเมื่อเวลาอาหารสะหู้ร และควรจะล่าช้าในการรับประทานอาหารสะหู้รมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพยายามเลี่ยงการใช้กำลังงานขณะถือศีลอด โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของวัน คือระหว่างช่วงเวลาอัศร์และมัฆริบ
หากผู้ป่วยรู้สึกว่าปริมาณน้ำตาลลดลงมาก ก็ให้รีบละศีลอดโดยไม่ต้องรอให้ถึงเวลา แม้ว่าใกล้เวลาจะละศีลอดแล้วก็ตาม

19. คำแนะนำสำหรับผู้ที่อาหารไม่ย่อยหรือย่อยมาก ผู้ป่วยเกี่ยวกับอาหารไม่ย่อยหรือย่อยยากจำนวนไม่น้อย ที่มีอาการดีขึ้นในเดือนรอมฏอน แต่นั่นไม่รวมถึงผู้ที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ และผู้ที่มีอาการอักเสบในหลอดอาหาร หรือมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะอื่นๆ ขอแนะนำให้ผู้ป่วยเหล่านั้นรับประทานอาหารในปริมาณน้อยๆ แต่ให้หลายๆ ครั้ง ไม่ควรรับประทานคราวละมากๆ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน ขนมหวาน อาหารที่ใส่เครื่องเทศหรือเครื่องชูรส และอาหารที่ปิ้งหรือย่าง

20. คำแนะนำสุดท้าย เราถือศีลอดในเดือนรอมฏอนกันจริงหรือ? ในช่วงกลางวันของรอมฏอน เราจะถือศีลอด และประกอบอาชีพเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยยังชีพที่ฮะล้าล ส่วนในตอนกลางคืนเราจะละหมาดตะรอเวียห์ ขอดุอาอ์ ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ และขอความเมตตาจากพระองค์ แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก ที่พวกเราบางคนไม่ได้ถือศีลอดตามที่ศาสนากำหนด โดยเขาใช้เวลาเกือบตลอดทั้งวันไปกับการนอน และมีอารมณ์โกรธฉุนเฉียวโดยปราศจากสาเหตุอันควร โดยอ้างว่าเพราะเขาถือศีลอด การถือศีลอดของเขาจึงถือความเกียจคร้านและความฉุนเฉียวในเวลากลางวัน และการรับประทานจนอิ่มแปร้ และการอดนอนไปกับสรวลเฮฮาและสิ่งไร้สาระในตอนกลางคืน เป็นการสมควรแล้วหรือ ที่เราจะปล่อยให้เดือนอันประเสริฐ และเต็มไปด้วยความดีงามนี้ ผ่านไป
ในลักษณะเช่นนี้ปีแล้วปีเล่า เราควรจะได้ฉกฉวยโอกาสแห่งเดือนอันประเสริฐนี้สะสมความดีงามให้มากที่สุด ด้วยการภักดี และอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ขอความเมตตา และขออภัยโทษต่อพระองค์ เพราะไม่แน่ว่าเราจะมีโอกาสได้พบกับรอมฏอนในปีหน้าหรือเปล่า ?
อินชาอัลลอฮฺ

20 คำแนะนำทางการแพทย์ สำหรับผู้ที่ถือศีลอด

1. "จงกินจงดื่มและจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย" ซูเราะฮฺอัลอะอฺรอฟ อายะฮฺที่ 31 นี้ เป็นโองการหนึ่งในอัลกุรอาน ซึ่งรวมวิชาโภชนาการไว้ทั้งหมด ภายใต้คำพูด 3 คำ

หากผู้ถือศีลอดปฏิบัติตามโองการดังกล่าวตลอดช่วงเดือนรอมฏอน พร้อมทั้งหลีกเหลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมัน ขนมหวาน และอาหารหนัก ในปริมาณที่มากจนเกินควรแล้ว เมื่อรอมฏอนผ่านไป น้ำหนักตัวของเขาจะลดลงเล็กน้อย และไขมันในร่างกายของเขาก็จะน้อยลงด้วย และเขาก็จะเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีและมีความสุขอย่างที่สุด

จึงกล่าวได้ว่า เดือนรอมฏอนปกป้อง หัวใจของผู้ถือศีลอด และให้การพักผ่อนแก่ร่างกายของเขา ทั้งนี้เนื่องจากขนมหวานต่างๆ เนื้อสัตว์ และ อาหารประเภทนมเนยที่เขารับประทานเข้าไปนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นไขมันภายในร่าง กาย ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและทำให้หัวใจต้องทำงานอย่างหนัก ซึ่งพวกเราจำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่เคยชินกับการบรรจุอาหารหลาก หลายชนิด เข้าไปในห้องจนอิ่มแปร้ แล้วตามด้วยน้ำอัดลมหรือน้ำแข็ง เพื่อดับกระหายในเวลาละศีลอด อย่างไรก็ดี บรรดานักวิจัยได้ยืนยันว่า จากการศึกษาทางวิชาการชี้ว่า ถึงแม้มุสลิมจำนวนมากจะละเลยกฏเกณฑ์ด้านสุขภาพ เกี่ยวกับโภชนาการไปอย่างน่าเสียดายก็ตาม และถึงแม้ว่าพวกเขา จะรับประทานอาหารที่มีไขมัน และขนมหวานอันหลากหลาย ในรอมฏอนก็ตามที
แต่การถือศีลอดในเดือนรอมฏอนของพวกเขา ก็อาจสามารถทำให้น้ำหนักตัวของพวกเขาลดลง 2-3 กิโลกรัมได้
2. "มนุษย์จะยังคงอยู่ในความดีงาม ตราบที่พวกเขารีบละศีลอด" อัลหะดีษ บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม การรีบละศีลอดเมื่อได้เวลาเป็นซุนนะฮฺของท่านร่อสู้ล และยังมีผลดีต่อสุขภาพและจิตใจของผู้ถือศีลอดอีกด้วย เพราะเมื่อได้เวลาละศีลอดนั้น ร่างกายผู้ถือศีลอดกำลังอยู่ในช่วงที่มีความต้องการสิ่งที่จะมาชดเชยน้ำ และกำลังงานที่ได้สูญเสียไปตลอดทั้งวันมากที่สุด การล่าช้าในการละศีลอดจะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ถือศีลอดลดลงอีก ซึ่งจะทำให้เขา ยิ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อย และอ่อนเพลีย และเป็นการทรมานตัวเองโดยปราศจากความจำเป็น นอกเหนือจากที่เป็นการกระทำที่ไม่ต้องด้วยซุนนะฮฺของท่านร่อสู้ลแล้ว

3. "เมื่อคนใดในหมู่พวกท่านละศีลอด ก็จงละศีลอดด้วยอินผลัม" อัลหะดีษ บันทึกโดยติรมิซีย ท่านอนัส ร่อฏิยัลลอฮุรายงานว่า ท่านร่อสู้ล จะละศีลอดด้วยอินทผลัมสด ก่อนที่ท่านจะละหมาด (มัฆริบ) ถ้าไม่มีก็ด้วยอินทผลัมแห้งและถ้าไม่มีก็ด้วยการดื่มน้ำเล็กน้อย ในขณะที่ผู้ถือศีลอดละศีลอด ร่างกายของเขากำลังต้องการอาหารประเภทน้ำตาล ซึ่งสามารถจะถูกดูดซับเข้าสู่เลือดได้อย่างรวดเร็วและขจัดความหิวโหยให้หมด ไป ในขณะเดียวกันนั้น ร่างกายของเขาก็ต้องการน้ำด้วย และการละศีลอดด้วยน้ำ และอินทผลัมก็ให้ทั้ง 2 ประการ นั่นคือการขจัดความหิว และขจัดความกระหาย นอกจากนั้น ทั้งอินทผลัมสดและแห้งยังอุดมด้วยเส้นใย ที่จะช่วยป้องกันการท้องผูก และยังทำให้รู้สึกอิ่ม ดังนั้นภายหลังจากที่ผู้ถือศีลอดละศีลอดด้วยอินทผลัมแล้ว เขาจึงไม่มีความยากที่จะรับประทานอาหารอื่นในปริมาณมากๆ อีก

4. จงแบ่งการละศีลอดเป็น 2 ช่วง ท่านร่อสู้ล (ศ้อลฯ) จะรีบละศีลอดด้วยอินทผลัม หรือน้ำ ต่อจากนั้นก็จะรีบไปละหมาดมัฆริบ เสร็จแล้ว จึงกลับมารับประทานอาหารละศีลอดต่อ การรับประทานอินทผลัมเล็กน้อยและน้ำ จะเป็นการกระตุ้นกระเพาะอาหารอย่างแท้จริง และในขณะที่กำลังละหมาดมัฆริบนั้น กระเพาะก็จะดูดซับสารน้ำตาลและน้ำ ทำให้ความรู้สึกหิวกระหายเลือนหายไป ครั้นเมื่อผู้ถือศีลอดละหมาดเสร็จ และกลับมารับประทานอาหารปริมาณมากๆ ในคราวเดียวและอย่างเร่งรีบนั้น จะทำให้กระเพาะอาหารโป่งพอง ลำใส้เกิดอาการปั่นป่วนและอาหารย่อยยาก

5. จงเลือกอาหารที่ถูกอนามัยและมีสารอาหารครบถ้วน อาหารที่ท่านรับประทานควรมีความหลากหลาย และมีสารอาหารครบทุกหมู่ และควรให้อาหารมื้อละศีลอด มีสลัดผักมากๆ เพราะนอกจากมันจะอุดมไปด้วยเส้นใย ซึ่งช่วยไม่ให้ท้องผูกแล้ว มันยังทำให้รู้สึกอิ่ม อันจะทำให้ไม่ต้องรับประทานอาหารมื้อนั้นในปริมาณมากๆ อีกด้วย และพึงหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ใส่เครื่องเทศ เครื่องชูรส และที่มีรสเปรี้ยวจัด รวมทั้งอาหารทอดและย่าง เพราะอาจทำให้ย่อยยาก และลำใส้ปั่นป่วนได้

6. "พวกท่านจงรับประทานอาหารสะหู้รเถิด แท้จริงในอาหารสะหู้รนั้นมีความจำเริญ" อัลหะดีษ บันทึกโดยบุคอรียและมุสลิม ท่านร่อสู้ล (ศ้อลฯ) ได้สั่งเสียในหะดีษดังกล่าวถึงความจำเป็นในการรับประทานอาหารสะหู้ร เพราะอาหารสะหู้รจะช่วยให้เราไม่รู้สึกอ่อนเพลีย และปวดศีรษะในตอนกลางวันของรอมฏอน และยังจะช่วยบรรเทาความกระหายน้ำอย่างรุนแรงอีกด้วย นอกจากนั้นท่านรอซูล (ศ้อลฯ) ยังส่งเสริมให้ล่าช้าในการรับประทานอาหารสะหู้ร ท่านกล่าวว่า : "ประชาชาติของฉันจะยังคงอยู่ในความดีงาม ตราบที่พวกเขาล่าช้าในการรับประทานอาหารสะหู้ร และรีบละศีลอด" อัลหะดีษ บันทึกโดยอะหมัด
และควรให้อาหารสะหู้รเป็นอาหารที่ย่อย เช่น นมโยเกิร์ต น้ำผึ้ง และผลไม้ต่างๆ เป็นต้น

7. พึงหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้กระหาย พึงหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือเผ็ดจัด และอาหารที่ใส่เครื่องเทศและเครื่องชูรสมากๆ โดยเฉพาะมื้อสะหู้ร เพราะอาหารจำพวกนี้จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกกระหายน้ำ และควรเลี่ยงการรับประทานอาหารกระป๋อง และอาหารประเภทฟาส์ทฟู้ด และควรดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่ไม่ควรให้มากจนเกินไป

8. ข้อแนะนำเพื่อไม่ให้ท้องผูก หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่มักจะมีอาการท้องผูก ก็ให้รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น สลัดผัก ผักและผลไม้ชนิดต่างๆ และจงหลีกเลี่ยงการรับประทานขนมหวาน โดยให้รับประทานผลไม้แทน และจงทำละหมาดตะรอเวียห์อย่างสม่ำเสมอ และบริหารร่างกายหรือออกกำลังกายอย่างที่เคยปฏิบัติ

9. พึงหลีกเลี่ยงการนอนหลังการละศีลอด ผู้ถือศีลอดบางคน ชอบที่จะนอนหลังการรับประทานอาหารละศีลอด อันที่จริงการนอนหลังอาหารมื้อใหญ่ และมากไปด้วยไขมันนั้นจะเพิ่มความเฉื่อยชาและเกียจคร้านให้มากขึ้น ข้อแนะนำสำหรับผู้นิยมการนอนหลังอาหารละศีลอดก็คือ ให้รับประทานอาหารละศีลอด ในปริมาณพอสมควร ให้ทำการละหมาดอิชาอฺ และละหมาดตะรอเวียฮฺ ซึ่งอิริยาบทต่างๆ ในการละหมาดจะช่วยให้อาหารย่อย และทำให้ผู้ถือศีลอด กับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและกระชุ่มกระช่วยขึ้น

10. โอกาสของการเลิกสูบบุหรี่ เป็นที่ยืนยันว่าประโยชน์ของการเลิกสูบบุหรี่ ที่ผู้เลิกสูบจะได้รับนั้นจะเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เลิกสูบเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะเมื่อใดที่เขาหยุดสูบบุหรี่ เลือดของเขาก็จะเริ่มมีโอกาสดูดซับอ๊อกซิเจนไปหล่อเลี้ยง และยังจะทำให้หัวใจทำงานเบาขึ้น หลังจากที่ต้องทำงานหนักมาโดยตลอดในช่วงสูบบุหรี่ รอมฏอนจึงเป็นโอกาสดีสำหรับท่านที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เมื่อท่านสามารถงดสูบบุหรี่เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงตลอดกลางวันของรอมฏอนได้ แล้วทำไมท่านจะไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ โดยเด็ดขาดได้ทีเดียวหรือ? แน่นอน มันไม่ใช่เรื่องที่เกินกำลังความสามารถของท่านเลย เพียงแต่ท่าน จะต้องมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเลิกมันเท่านั้น และพึงระลึกอยู่เสมอถึงผลร้ายหรือโทษของบุหรี่ ที่มีต่อตัวของผู้สูบเองและต่อผู้คนที่อยู่รอบข้าง

11. "ถ้าเป็นวันถือศีลอดของคนหนึ่งในหมู่พวกท่าน เขาจะต้องไม่เกี้ยวพาราสี และจะต้องไม่โกรธฉุนเฉียว" อัลหะดีษ บันทึกโดย บุคอรียและมุสลิม นอกจากความโกรธฉุนเฉียว จะเป็นอารมณ์ที่ผู้ถือศีลอดไม่ควรให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่ท่านร่อสู้ล (ศ้อลฯ) ห้ามแล้ว อารมณ์โกรธฉุนเฉียวยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย กล่าวคือ ขณะเกิดอารมณ์โกรธหรือโมโหนั้น ร่างกายจะขับฮอร์โมนแอ็ดรีนาลีนออกมาในปริมาณมากกว่าปรกติ และถ้าหากอารมณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงแรกที่เริ่มถือศีลอด ซึ่งเป็นเวลาที่อาหารสะหู้รกำลังถูกย่อยก็อาจจะทำให้ระบบการย่อยปั่นป่วนและ การซึมซับไม่ดี แต่ถ้าเกิดขึ้นในช่วงกลางวัน ก็จะทำให้สารกลีโคเจนบางส่วนในตับแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกูโคซ ซึ่งสร้างพลังงานให้กับร่างกาย ทำให้ผู้มีอารมณ์โกรธมีความอยากที่จะใช้กำลังเข้าต่อสู่ประหัดประหารคู่กรณี ซึ่งพลังงานดังกล่าวเป็นพลังงานที่สูญเปล่า ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้นั้นกำลังอยู่ระหว่างถือศีลอด และในบางครั้งการเพิ่มของปริมาณฮอร์โมนแอ็ดรีนาลีนมากๆ ก็จะทำให้ผู้ที่เคยมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก เกิดอาการดังกล่างขึ้นอีก นอกจากนั้นการเกิดอารมณ์เครียดบ่อยๆ ยังจะเป็นสาเหตุของการเกิดโคเลสเตอรอลชนิดหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการให้เส้นเลือดแข็งตัว

12. ข้อแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ก่อนที่หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรจะถือศีลอด นางควรปรึกษาแพทย์หากแพทย์อนุญาต นางจึงถือศีลอด แต่ไม่ควรรับประทานอาหารละศีลอดในปริมาณที่มากเกินไป ให้รับประทานแต่พอประมาณ และควรแบางการรับประทานอาหารละศีลอดเป็น 2 มื้อ มื้อแรกเมื่อได้เวลาละศีลอด และมื้อที่ 2 ให้ห่างกับมื้อแรกประมาณ 4 ชั่วโมง และในการรับประทานอาหารสะหู้รควรจะล่าช้ามากที่สุด และควรรับประทานอาหารประเภทนมโยเกิร์ตให้มาก และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและขนมหวาน
นอกจากนั้นหญิงที่ให้นมบุตรยังควรที่จะจัดเตรียมน้ำและอาหารเหลว เพื่อให้เด็กได้รับประทานควบคู่ไปกับการให้นมของนางขณะถือศีลอด และอาหารที่นางรับประทารเองทั้งมื้อละศีลอด และมื้อสะหู้ร ควรเป็นอาหารที่เหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรให้นมเด้กบ่อยครั้งในช่วงหลังละศีลอดถึงสะหู้ร และเมื่อใดที่รู้สึกอ่อนเพลียและเหน็ด เหนื่อยก็ให้รีบละศีลอดและปรึกษาแพทย์

13. จงฝึกเด็กๆ ให้ถือศีลอดด้วยความนุ่มนวล และอ่อนโยน ผู้ปกครองควรที่จะฝึกให้บุตรหลานถือศีลอดตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเมื่ออายุได้ 10 ขวบ พวกเขาก็น่าที่จะสามารถถือศีลอดได้อย่างจริงจังแล้ว อย่างไรก็ดีไม่ควรลงโทษพวกเขาด้วยการตี หรือบังคับขู่เข็ญจนเกินควร เพราะอาจทำให้พวกเขาแอบรับประทานอาหาร โดยไม่ให้ผู้ปกครองเห็น หรืออาจทำให้พวกเขาเพิ่มนิสัยที่ไม่ซื่อสัตย์มากขึ้น และควรฝึกให้พวกเขาถือศีลอดอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ในลักษณะที่นุ่มนวลและค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกันบิดามารดาหรือผู้ปกครองก็จะต้องคอยสังเกตบุตรหลาน ในขณะที่พวกเขาถือศีลอดด้วยหากพบว่าพวกเขามีอาการป่วย หรืออ่อนเพลียจนเกินไป ก็จงให้พวกเขารีบละศีลอด และขอเรียนว่ามีโรคบางชนิดที่ทำให้เด็กๆ ไม่สามารถถือศีลอดได้ นั่นคือโรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง และโรคเกี่ยวกับไต เป็นต้น
อนึ่ง ผู้ปกครองของเด็กๆ ควรให้บุตรหลานของท่าน ได้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบทุกหมู่ทั้ง 2 มื้อ คือมื้อละศีลอดและมื้อสะหู้ร

14. "ผู้ใดที่เจ็บป่วยหรืออยู่ในระหว่างเดินทาง ก็ให้ถือศีลอดในวันอื่น" อัลบะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 184 นับเป็นความเมตตาของอัลลอฮฺตะอาลา ที่ทรงผ่อนผันให้ผู้ป่วยไม่ต้องถือศีลอดในรอมฏอน ฉะนั้นหากแพทย์มุสลิมบอกกับผู้ป่วยคนใดว่า หากเขาถือศีลอดจะทำให้อาการป่วยเพิ่มมากขึ้นหรืออาจถึงแก่ชีวิต ในกรณีนี้ เขาก็จำเป็นจะต้องงดการถือศีลอด นอกจากผู้ป่วยจะได้รับการผ่อนผัน โดยไม่ต้องถือศีลอดแล้ว
ผู้เดินทางก็ยังได้รับการผ่อนผันในลักษณะเดียวกัน แต่ถ้าบุคคลทั้ง 2 ประเภทสามารถถือศีลอดได้ แม้จะด้วยความยากลำบาก ก็คือว่าการถือศีลอดของเขาใช้ไม่ได้ และไม่จำเป็นจะต้องถือศีลอดใช้ แต่ถ้าการถือศีลอดจะทำให้เขาได้รับอันตรายอย่างร้ายแรง
ดังกล่าวแล้ว การถือศีลอดของเขาก็ไม่ถือว่าเป็นความดีงามแต่อย่างได อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า ผู้ป่วยจะอยู่ในฐานะที่อันตรายกว่าผู้เดินทาง ในการที่จะถือศีลอด เพราะในการที่ผู้เดินทางได้รับการผ่อนผันให้ไม่ต้องถือศีลอดนั้น ก็เนื่องจากเกรงว่าเขาจะป่วย ฉะนั้นผู้ที่เจ็บป่วยอยู่แล้ว จึงยิ่งอันตรายมากขึ้นไปอีก อัลลอฮ์ตะอาลาจึงได้ทรงกล่าวคำว่า "ผู้ป่วย" ก่อน "ผู้ที่อยู่ระหว่างการเดินทาง" ในอายะฮฺดังกล่าว

15. หากท่านเจ็บป่วย ก็จงปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มถือศีลอด

16. คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจจำนวนไม่น้อย ที่สามารถถือศีลอดได้ เนื่องจากในช่วงเวลากลางวันเมื่อไม่มีการย่อยอาหาร กล้ามเนื้อหัวใจก็ทำงานน้อยลง และได้พักผ่อนมากขึ้น
ทั้งนี้เพราะเมื่อมีการย่อยอาหารนั้นร้อยละ 10 ของเลือดหัวใจสูบฉีดไปยัง ส่วนต่างๆของร่างกายจะต้องถูกส่งไปเลี้ยงอวัยวะที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ตามปรกติแล้วจะสามารถถือศีลอดได้ แต่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และในขณะนี้ก็มียาหลายชนิด ที่ผู้ป่วยสามารถจะรับประทานเพียงแค่วันละ 1-2 ครั้งเท่านั้น แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มเปรี้ยวจัด และรับประทานอาหารที่ใส่เกลือสมุทรให้น้อยลง ส่วนผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่รุนแรง และเฉียบพลัน โดยทั่วไปก็สามารถถือศีลอดได้ แต่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ดี ก็มีผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการทางหัวใจบางอย่าง ที่ไม่สามารถถือศีลอดได้ อย่างเช่น ผู้ป่วยด้วยโรคก้อนเลือดแข็ง ผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นอ่อนอย่างรุนแรง และผู้ที่มีอาการเจ็บเสียดหน้าอกอย่างเฉียบพลัน เป็นต้น

17. คำแนะนำสำหรับผู้เป็นนิ่วในไต หากผู้ถือศีลอดไม่เคยเป็นนิ่วในไตมาก่อน ก็ไม่จำเป็นจะต้องวิตกกังวลแต่อย่างใด แต่ถ้าเขามีอาการดังกล่าวอยู่ หรือเคยมีประวัติการเป็นนิ่วในไตมาก่อน อาการของเขาอาจจะกำเริบขึ้นอีกได้ หากไม่ได้ดื่มน้ำหรือรับอาหารเหลวในปริมาณที่เพียงพอ
ผู้ป่วยด้วยโรคนิ่วในไต ควรที่จะงดการถือศีลอดในวันที่มีอากาศร้อนจัด เพราะปริมาณปัสสาวะจะลดลงอย่างมาก ซึ่งก็คงจะต้องให้แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้วินิจฉัย ว่าเขาจะสามารถถือศีลอดได้หรือไม่?
อย่างไรก็ดี ขอแนะนำว่าผู้ป่วยโรคนิ่วในไต ควรรับประทานน้ำ และอาหารเหลวให้มากทั้งในตอนกลางคืนและมื้อสะหู้ร และควรหลีกเลี่ยงอากาศร้อน และการใช้กำลังงานมากๆในตอนกลางวัน นอกจากนั้น ยังควรลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ให้น้อยลง รวมทั้งของขบเคี้ยวต่างๆ

18. คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากแพทย์อนุญาตให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานถือศีลอดได้ เพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด และรับประทานอาหารตามที่แพทย์สั่ง ทั้งประเภทและปริมาณอาหารที่รับประทานควรแบ่งออกเป็น 3 มื้อ ในปริมาณเท่ากัน คือเมื่อละศีลอด เมื่อเสร็จจากละหมาดอิชาอฺ และเมื่อเวลาอาหารสะหู้ร และควรจะล่าช้าในการรับประทานอาหารสะหู้รมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพยายามเลี่ยงการใช้กำลังงานขณะถือศีลอด โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของวัน คือระหว่างช่วงเวลาอัศร์และมัฆริบ
หากผู้ป่วยรู้สึกว่าปริมาณน้ำตาลลดลงมาก ก็ให้รีบละศีลอดโดยไม่ต้องรอให้ถึงเวลา แม้ว่าใกล้เวลาจะละศีลอดแล้วก็ตาม

19. คำแนะนำสำหรับผู้ที่อาหารไม่ย่อยหรือย่อยมาก ผู้ป่วยเกี่ยวกับอาหารไม่ย่อยหรือย่อยยากจำนวนไม่น้อย ที่มีอาการดีขึ้นในเดือนรอมฏอน แต่นั่นไม่รวมถึงผู้ที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ และผู้ที่มีอาการอักเสบในหลอดอาหาร หรือมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะอื่นๆ ขอแนะนำให้ผู้ป่วยเหล่านั้นรับประทานอาหารในปริมาณน้อยๆ แต่ให้หลายๆ ครั้ง ไม่ควรรับประทานคราวละมากๆ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน ขนมหวาน อาหารที่ใส่เครื่องเทศหรือเครื่องชูรส และอาหารที่ปิ้งหรือย่าง

20. คำแนะนำสุดท้าย เราถือศีลอดในเดือนรอมฏอนกันจริงหรือ? ในช่วงกลางวันของรอมฏอน เราจะถือศีลอด และประกอบอาชีพเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยยังชีพที่ฮะล้าล ส่วนในตอนกลางคืนเราจะละหมาดตะรอเวียห์ ขอดุอาอ์ ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ และขอความเมตตาจากพระองค์ แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก ที่พวกเราบางคนไม่ได้ถือศีลอดตามที่ศาสนากำหนด โดยเขาใช้เวลาเกือบตลอดทั้งวันไปกับการนอน และมีอารมณ์โกรธฉุนเฉียวโดยปราศจากสาเหตุอันควร โดยอ้างว่าเพราะเขาถือศีลอด การถือศีลอดของเขาจึงถือความเกียจคร้านและความฉุนเฉียวในเวลากลางวัน และการรับประทานจนอิ่มแปร้ และการอดนอนไปกับสรวลเฮฮาและสิ่งไร้สาระในตอนกลางคืน เป็นการสมควรแล้วหรือ ที่เราจะปล่อยให้เดือนอันประเสริฐ และเต็มไปด้วยความดีงามนี้ ผ่านไป
ในลักษณะเช่นนี้ปีแล้วปีเล่า เราควรจะได้ฉกฉวยโอกาสแห่งเดือนอันประเสริฐนี้สะสมความดีงามให้มากที่สุด ด้วยการภักดี และอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ขอความเมตตา และขออภัยโทษต่อพระองค์ เพราะไม่แน่ว่าเราจะมีโอกาสได้พบกับรอมฏอนในปีหน้าหรือเปล่า ?
อินชาอัลลอฮฺ

เป็นเพื่อน Line กับเรา