โทษของการข่มขืน ในอิสลาม

12 กย. 60     1887

โทษของการข่มขืน ในอิสลาม

โทษของการข่มขืน ในอิสลาม

ท่านอัลฮาฟิซฺอิบนุลก็อยยิม ปราชญ์สะละฟีย์นามอุโฆษ ได้อธิบายว่า ในกรณีที่ชายข่มขืนหญิง ต่อให้หญิงไม่ตายและไม่ได้ใช้อาวุธ หลักฐานในการฟ้องร้องอาศัย คำให้การของหญิงและหลักฐานจากพยานแวดล้อมก็เพียงพอ ส่วนการลงโทษนั้นให้ใช้วิธีการจับชายฝังดินครึ่งตัวแล้วขว้างด้วยหินจนตาย

ท่านวินิจฉัยโดยอาศัยหะดีษจากสุนันติรมิซีย์ที่ระบุว่า มีหญิงคนหนึ่งในสมัยนบีโดนข่มขืนขณะเดินทางไปละหมาดศุบฮีย์ และหญิงคนนั้นได้ฟ้องร้องต่อนบีบวกกับนบีได้สอบสวนชายผู้ต้องสงสัย เมื่อได้ข้อสรุปท่านจึงสั่งให้เอาไปขว้างหินให้ตาย จึงเป็นหลักฐานว่า ให้อาศัยการร้องทุกข์ของสตรี ส่วนการให้ปากคำของผู้ต้องสงสัยมีฐานะเป็น "หลักฐานพยานแวดล้อม"

ในสมัยท่านอุมัร มีสงครามครั้งหนึ่งเกิดขึ้น แล้วปรากฏว่าฏิรอรบินอัสวัด นายทหารมุสลิมคนหนึ่งได้ขืนใจเชลยหญิงในสงคราม ท่านอุมัรจึงสั่งให้ลงโทษด้วยการขว้างหิน

ฉะนั้นสื่อไทยและคนไทยบางส่วน ควรจะเลิกโง่คิดว่า อิสลามสั่งขว้างหินหรือลงโทษสตรีที่ถูกข่มขืนได้แล้ว

ท่านอัลอิมามอัลฮาฟิซฺ อิบนุอับดิลบัรฺ ปราชญ์มุสลิมจากอาณาจักรสเปน กล่าวว่า

وقد أجمع العلماء على أن على المستكرِه المغتصِب الحدَّ إن شهدت البينة عليه بما يوجب الحد ، أو أقر بذلك ، فإن لم يكن : فعليه العقوبة ولا عقوبة عليها إذا صح أنه استكرهها وغلبها على نفسها ، وذلك يعلم بصراخها ، واستغاثتها ، وصياحها


"มวลมหาปราชญ์อิสลามมีมติเอกฉันท์ว่า ผู้ข่มขืนจะต้องถูกลงโทษด้วยกฎหมายประเภทฮุดู๊ด (ที่มีบทลงโทษตายตัวเช่น ขว้างหินหรือโบยและไม่สามารถยอมความได้) หากมีหลักฐานอันชัดแจ้งยืนยันในสิ่งนั้นว่า เขาจำต้องถูกลงโทษในฐานะคนผิดจริง หรือหากชายผู้นั้นให้การสารภาพ ดังนั้น จะต้องมีกรลงทัณฑ์ต่อชายผู้ข่มขืน และจะไม่มีการลงโทษสตรีหากเป็นที่กระจ่างว่านางถูกข่มขืนหรือถูกชายใช้กำลังขืนใจ ซึ่งในการที่จะพิสูจน์ว่า นางโดนข่มขืนนั้นก็อาศัย(พยานแวดล้อมเช่น)การหวีดร้องหรือความช่วยเหลือของนางหรือการตะโกนเอ็ดตะโร"

จากหนังสือ อัลอิซติสก้าร เล่ม 7 หน้า 146

วัลลอฮุอะอฺลัม
บทความโดย : ฝ่ายวิชาการ กลุ่มอัซซาบิกูน
www.as-sabikoon.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา