อิสลามห้ามร่วมงานลอยกระทงเด็ดขาด อาจตกศาสนาโดยไม่รู้ตัว!!!

3 พย. 60     1618

อิสลามห้ามร่วมงานลอยกระทงเด็ดขาด อาจตกศาสนาโดยไม่รู้ตัว!!!

อิสลามห้ามร่วมงานลอยกระทงเด็ดขาด อาจตกศาสนาโดยไม่รู้ตัว!!!

ที่มาของประเพณีลอยกระทง

พิธีลอยกระทง เดิม เรียกว่า พระราชพิธีจองเปรียงชักโคม ลอยโคม ซึ่งเป็นพิธีของพราหมณ์ เพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ครั้นคนไทยรับนับถือพระพุทธศาสนา ก็ทำพิธียกโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณี ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลอยโคมบูชาพระพุทธบาท ณ หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ประเทศอินเดีย

เหตุผลของการลอยกระทง

- เพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ตามความเชื่อของลัทธิพราหมณ์

-เพื่อบูชารอบพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมทานที เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ

-เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า

-เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา

-เพื่อขอบคุณพระแม่คงคา หรือเทพเจ้าแห่งน้ำที่ให้อาศัย น้ำดื่ม น้ำใช้

- เพื่อแสดงความคารวะขออภัยต่อพระแม่คงคาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป ไม่ว่าจะโดยมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม

- เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้ มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา

สำหรับการวางเศษสตางค์และสิ่งอื่นๆ ไว้บนกระทงเนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นการปลดเปลื้องความ

 

การร่วมเทศการเป็นที่ต้องห้ามในอิสลาม

จากที่มาและเหตุผลของการจัดประเพณีลอยกระทง ล้วนมีที่มาจากความเชื่อทางศาสนา  มุสลิมจะเข้าร่วมในเทศกาลดังกล่าวไม่ได้อย่างเด็ดขาด ดังที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในอัล-กุรฺอานว่า

“สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน(หมายถึงศาสนาอิสลาม)" 

(สูเราะฮฺ อัล-กาผิรูน : 6)

หลักการอิสลามได้กำหนดขอบเขตในเรื่องของศาสนาไว้อย่างชัดเจน และเด็ดขาด เพราะฉะนั้นมุสลิมจะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลลอยกระทง ซึ่งเป็นความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธอย่างเด็ดขาด

มุสลิมผู้ศรัทธาจะต้องไม่นำแบบฉบับ หรือพิธีกรรมของศาสนาอื่นมาปะปนกับวิถีชีวิตของมุสลิม  

ครั้งหนึ่งท่านก็อยซ์บุตรของท่านอุบาดะฮฺ อัลอันศอรีย์กล่าวว่า :

 “ฉันเดินทางมายังเมืองฮีเราะฮฺ (ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองกูฟะฮฺ) ฉันเห็นชาวเมืองดังกล่าวกราบไหวต่อหัวหน้าเผาของพวกเขา ฉันจึงกล่าวว่า ท่านนบีมุหัมมัดสมควรได้รับการกราบไหว้ยิ่งกว่าหน้าเผาของพวกเขาเสียอีก จากนั้น(ภายหลังเดินทางกลับ) ฉันจึงมาหาท่านนบีมุหัมมัดพลางกล่าวว่า แท้จริงฉันเดินทางไปยังเมืองฮีเราะฮฺ ฉันเห็นชาวเมืองกราบไหว้ต่อหัวหน้าเผ่าของพวกเขา ที่จริงท่านสมควรได้รับการกราบไหว้มากกว่าเขาเสียอีก ท่านนบีจึงกล่าวแก่ฉันว่า ท่านมีความคิดเห็นเช่นไรหากท่านเดินทางผ่านหลุมฝังศพของฉันแล้ว ท่านจะกราบไหว้ต่อหลุมฝังศพของฉันไหม ? ฉันกล่าวตอบว่า ฉันคงไม่ทำเช่นนั้น ท่านนบีกล่าวต่อว่า พวกท่านจงอย่าทำเช่นนั้น” 

(บันทึกโดยอบู ดาวูด)


ครั้งหนึ่งท่านนบีได้กล่าวถามท่านมุอาซว่า :

 “ท่านทราบไหมว่าสิ่งใดคือสิทธิของพระองค์ที่จะได้รับจากปวงบ่าวของพระองค์ ? ท่านมุอาซ กล่าวตอบว่าพระองค์อัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์ย่อมรู้ดียิ่ง ท่านนบีจึงเฉลยว่า หมายถึงปวงบ่าวของพระองค์จะต้องเคารพภักดีต่อพระองค์ และไม่ตั้งสิ่งใดเป็นภาคีสำหรับพระองค์” (เล่าโดยมุอาซ บุตรของญะบัล บันทึกโดยบุคอรีย์, มุสลิม, อิบนุ มาญะฮฺ และอิบนุ หิบบาน)

ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้ว่า

 “วันสิ้นโลกจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่ากลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันจะปฏิบัติตามบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี จนกระทั่งว่าพวกเขา  (หมายถึงมุสลิมกลุ่มนั้น) เคารพภักดีบรรดารูปเจว็ด (เช่นเดียวกับผู้ตั้งภาคี)" 

 (เล่าโดยเษาบาน บันทึกโดยอบู ดาวูด และติรฺมิซีย์)

เป็นเพื่อน Line กับเรา