สาวญี่ปุ่น- รูปภาพสาวญี่ปุ่น คลุมฮิญาบ พวกเธอคิดกันอย่างไร น่าสนใจยิ่ง

5 ตค. 56     5218

สาวญี่ปุ่น- รูปภาพสาวญี่ปุ่น คลุมฮิญาบ พวกเธอคิดกันอย่างไร น่าสนใจยิ่ง

"ฮิญาบ" ความคิดเห็นจากมุสลิมะห์ญี่ปุ่น


Monday ,  05 Nov 2012

ที่มา : http://www.fatonionline.com
แปลและเรียบเรียงโดย : โต๊ะข่าวต่างประเทศ ฟาตอนีออนไลน์

             สาวญี่ปุ่น- รูปภาพสาวญี่ปุ่น คลุมฮิญาบ พวกเธอคิดกันอย่างไร น่าสนใจยิ่ง


เมื่อตอนที่ฉันเปลี่ยนมานับถือ ศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาตามธรรมชาติโดยกำเนิดของเรานั้น กำลังมีการถกเถียงกันอย่างรุนแรงเกี่ยวกับนักเรียนหญิงที่คลุมฮิญาบใน โรงเรียนของฝรั่งเศส

คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะคิดกันว่าการสวมผ้า คลุมศีรษะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับหลักการที่ว่าโรงเรียนรัฐบาลซึ่งได้รับเงิน อุดหนุนจากรัฐควรจะมีความเป็นกลางในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาแม้ในฐานะที่ไม่ ใช่มุสลิมฉันก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมจะต้องยุ่งยากขนาดนั้นกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นผ้าคลุมที่อยู่บนศีรษะของนักเรียนมุสลิมคนหนึ่งในหมู่คนที่ไม่ใช่มุสลิม ยังคงมีความรู้สึกว่า ผู้หญิงมุสลิมสวมฮิญาบเพราะพวกเธอเป็นทาสของวัฒนธรรมจนมันถูกมองเสมือนว่า เป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ พวกเขาเชื่อว่าเสรีภาพและอิสรภาพของผู้หญิงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าหากพวกเธอ ไม่ถอดฮิญาบออกเสียก่อน

“มุสลิม” ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับอิสลามหรือมีน้อยก็ยังมีความรู้สึกร่วมกับความคิด ที่ใสซื่อเช่นนั้น เพราะคุ้นชินอยู่กับแนวคิดแบบฆราวาสนิยมและการสรรหาศาสนาที่ดีที่สุดด้วยการ เก็บเล็กผสมน้อย ทำให้พวกเขาไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าอิสลามคือศาสนาแห่งสากลและนิรันดร ผู้หญิงทั่วโลกที่ไม่ใช่ชาวอาหรับกำลังเข้ารับอิสลามและสวมฮิญาบเพราะเป็น ข้อกำหนดของศาสนา ไม่ใช่เพราะการชี้นำที่ผิดๆ ทาง “วัฒนธรรม”

ฉันเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของผู้หญิงเหล่านั้น ฮิญาบของฉันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของฉัน มันไม่ใช่เครื่องหมายทางสังคมหรือการเมือง มันแค่เป็นอัตลักษณ์ทางศาสนาของฉันก็เท่านั้น

ฉันสวมฮิญาบมาตั้งแต่เข้ารับอิสลามในกรุง ปารีส ลักษณะที่หลากหลายของฮิญาบขึ้นอยู่กับประเทศที่ผู้สวมใส่อาศัยอยู่ หรือขึ้นอยู่กับระดับความรู้ทางศาสนาของผู้สวม ในฝรั่งเศสฉันคุลมผ้าธรรมดาๆ ที่เข้ากับชุด และมันแปะเพียงบางเบาอยู่บนศีรษะของฉันจนมันเกือบจะเป็นไปตามสมัยนิยม

ตอนนี้ ในซาอุดิอารเบีย ฉันสวมเสื้อคลุมสีดำปิดหมดทั้งตัว แม้แต่ตาของฉันก็ไม่เปิดให้เห็น ดังนั้น ฉันจึงมีประสบการณ์กับฮิญาบตั้งแต่แบบที่ง่ายที่สุดของมันไปจนถึงแบบที่ สมบูรณ์มากที่สุด

ฮิญาบมีความหมายอะไรต่อฉัน? 

       ถึงแม้ว่าจะมี หนังสือและบทความมากมายที่เขียนเกี่ยวกับฮิญาบ แต่ก็จะมาจากมุมมองของคนภาย นอกเสียมากกว่า ฉันหวังว่าบทความนี้จะให้ฉันได้อธิบายว่าฉันได้เห็นอะไรบ้างจากภายในเพื่อจะ ได้พูดออกมา เมื่อฉันตัดสินใจที่จะประกาศความเป็นอิสลามของฉัน ฉันไม่คิดว่าฉันจะสามารถละหมาดวันละห้าเวลาหรือสวมฮิญาบได้หรือไม่ บางทีฉันคงกลัวว่าถ้าฉันครุ่นคิดจริงจังกับมันฉันอาจจะได้ข้อสรุปในเชิงลบก็ ได้และนั่นอาจจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจที่จะเป็นมุสลิมของฉัน

สาวญี่ปุ่น- รูปภาพสาวญี่ปุ่น คลุมฮิญาบ พวกเธอคิดกันอย่างไร น่าสนใจยิ่ง

ภาพจากอินเตอร์เน้ต (ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อข่าว)


ก่อนที่ฉันจะได้ไปเยือนมัสยิดสำคัญใน ฝรั่งเศสฉันไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับอิสลาม การละหมาดหรือผ้าคลุมฮิญาบไม่ใช่ที่ฉันคุ้นเคย ที่จริงมันเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ความปรารถนาที่จะเป็นมุสลิมของฉันมันแรงกล้ามากสำหรับฉัน(อัลฮัมดุลิลละ ห์) จนเกินกว่าจะไปสนใจกับสิ่งที่รอคอยอยู่ “อีกด้านหนึ่ง” ของการเปลี่ยนศาสนาของฉัน

ฉันได้รู้ชัดเรื่องคุณประโยชน์ของการคลุมฮิ ญาบหลังจากได้ฟังการบรรยายที่มัสยิดแห่งนั้น เมื่อฉันสวมฮิญาบเรื่อยมาหลังจากออกจากที่นั่น การบรรยายครั้งนั้นทำให้ฉันเต็มตื้นไปด้วยความพึงพอใจทางจิตวิญญาณที่ไม่เคย รู้จักมาก่อน และฉันไม่ต้องการจะลบมันออกไป เนื่องจากอากาศหนาว ฉันไม่ได้ให้ความสนใจมากเกินไป แต่ฉันรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง เหมือนได้รับการชำระล้างและได้รับการปกป้อง ฉันรู้สึกราวกับว่าฉันได้อยู่ร่วมกับอัลลอฮฺ

ในฐานะคนต่างชาติในปารีส บางครั้งฉันรู้สึกไม่สบายใจที่ถูกผู้ชายจ้องมอง แต่ในชุดฮิญาบฉันไปไหนมาไหนโดยไม่มีใครจับสังเกต และได้รับการปกป้องจากการจ้องมองที่ไม่สุภาพ

ฮิญาบทำให้ฉันมีความสุข มันเป็นทั้งสัญญาณของการเคารพเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺและเป็นการประกาศถึงความ ศรัทธาของฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องประกาศความเชื่อของฉัน เพราะฮิญาบบอกให้ทุกคนที่เห็นได้รู้แล้ว โดยเฉพาะพี่น้องมุสลิม และมันจึงช่วยกระชับสายสัมพันธ์ของความเป็นพี่น้องกันในศาสนาอิสลาม

     ในไม่ช้าการสวมฮิญาบก็เป็นไปเองโดยธรรมชาติ ด้วยความสมัครใจอย่างแท้จริง ไม่มีมนุษย์คนไหนจะบังคับให้ฉันสวมมันได้ ถ้ามีคนบังคับ ฉันอาจจะขัดขืนและปฏิเสธก็ได้

     อย่างไรก็ตาม หนังสืออิสลามเล่มแรกที่ฉันอ่านใช้ภาษาที่พอประมาณในเรื่องนี้ โดยบอกว่า “อัลลอฮฺทรงสั่งใช้เรื่องนี้ (ฮิญาบ) ไว้อย่างเน้นหนัก” และในเมื่ออิสลาม (ตามความหมายในตัวของมันเอง) หมายถึงเราต้องปฏิบัติตามประสงค์ของอัลลอฮฺ ฉันจึงทำหน้าที่ในอิสลามของฉันด้วยความเต็มใจและโดยไม่มีความยากลำบาก อัลฮัมดุลิลละห์

ฮิญาบเตือนใจผู้ที่เห็นมันว่า อัลลอฮฺทรงมีอยู่ และมันยังเป็นเครื่องเตือนใจที่มั่นคงของฉันว่า ฉันควรจะปฏิบัติตัวให้สมกับที่เป็นมุสลิม เช่นเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น เมื่ออยู่ในเครื่องแบบ ฉันก็มีความรู้สึกว่าเป็นมุสลิมแรงกล้ามากยิ่งขึ้นเมื่อสวมฮิญาบ

สองสัปดาห์หลังจากฉันกลับสู่อิสลาม ฉันได้กลับไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อร่วมงานแต่งงานของญาติ และตัดสินใจที่จะไม่กลับไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส วรรณคดีฝรั่งเศสหมดเสน่ห์ไปแล้ว และความปรารถนาที่จะเรียนภาษาอาหรับได้เข้ามาแทนที่ ในฐานะมุสลิมใหม่ที่มีความรู้เกี่ยวกับอิสลามน้อยมาก มันจึงเป็นบททดสอบครั้งใหญ่สำหรับฉันในการที่จะต้องอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในญี่ปุ่นและถูกตัดขาดจากมุสลิมคนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม การปลีกห่างออกมาครั้งนี้ได้เพิ่มพูนสำนึกแห่งอิสลามของฉันให้แรงกล้ายิ่งขึ้น และได้รู้ว่าฉันไม่ได้อยู่ตามลำพัง เพราะอัลลอฮฺทรงอยู่กับฉัน

ฉันต้องทิ้งเสื้อผ้าของฉันไปหลายชุด และด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนคนหนึ่งที่เย็บเสื้อผ้าเป็น ฉันจึงได้ทำชุดที่คล้ายกับชุดของชาวปากีสถาน ฉันไม่ถูกรบกวนด้วยสายตาแปลกๆ ที่ผู้คนมองฉัน

หลังจากหกเดือนในญี่ปุ่น ความปรารถนาที่จะเรียนภาษาอาหรับของฉันมีมากขึ้นจนฉันตัดสินใจไปเรียนที่ ไคโร ซึ่งฉันรู้จักใครบางคนที่นั่น ครอบครัวที่ฉันไปอยู่ด้วยไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษ (หรือญี่ปุ่น) ได้เลยสักคน และสุภาพสตรีที่จูงมือฉันเข้าไปในบ้านก็สวมชุดสีดำปิดตั้งแต่ศีรษะถึงปลาย เท้า แม้แต่ตาก็ปิดด้วย ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะคุ้นเคยกับมันแล้วในกรุงริยาดนี้ ฉันจำได้ว่าประหลาดใจมากในตอนนั้น ทำให้นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งในฝรั่งเศสตอนที่ฉันได้เห็นชุดแบบนั้นแล้วคิดว่า มีผู้หญิงที่ตกเป็นทาสของวัฒนธรรมอาหรับอยู่ โดยที่ไม่รู้จักอิสลามที่แท้จริง(ซึ่งฉันเชื่อว่า ความคิดในการปกปิดใบหน้าไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น แต่เป็นวัฒนธรรมทางเชื้อชาติอย่างหนึ่ง)

สาวญี่ปุ่น- รูปภาพสาวญี่ปุ่น คลุมฮิญาบ พวกเธอคิดกันอย่างไร น่าสนใจยิ่ง
ลักษระของ คิมาร์ (khimar)

ฉันต้องการจะบอกสุภาพสตรีในไคโรคนนั้นว่า ชุดของเธอมันมากเกินไป ซึ่งมันไม่เป็นไปตามธรรมชาติและผิดปกติ แต่เขากลับบอกว่าชุดที่ฉันทำเองนั้นไม่เหมาะสมที่จะสวมออกไปข้างนอก เป็นบางอย่างที่ฉันไม่เห็นด้วย เพราะฉันเข้าใจว่ามันถูกต้องตามข้อกำหนดสำหรับมุสลิมะห์แล้ว แต่ตอนที่อยู่ในกรุงโรม ฉันซื้อผ้ามาทำชุดยาวที่เรียกว่า คิมาร์ (khimar) ที่ ปกปิดลำตัวและแขนทั้งหมด ฉันถึงขนาดพร้อมที่จะปิดใบหน้า ซึ่งพี่น้องส่วนใหญ่ที่ฉันรู้จักเขาทำกัน พวกเขาเป็นคนกลุ่มน้อยในไคโร

พูด โดยทั่วไปแล้วชาวอียิปต์รุ่นเยาว์ ซึ่งมีความเป็นตะวันตกไปไม่มากก็น้อย จะอยู่ห่างๆ จากผู้หญิงที่สวมคิมาร์ และเรียกพวกเขาว่าพี่สาว ผู้ชายปฏิบัติกับเราด้วยความเคารพและสุภาพเป็นพิเศษ ผู้หญิงที่สวมคิมาร์มีความเป็นพี่น้องกันซึ่งเป็นไปตามคำกล่าวของท่าน ศาสดา (ความจำเริญและความสันติสุขจากอัลลอฮฺประสบแด่ท่าน) ที่กล่าวว่า มุสลิมจะให้สลามกับคนที่เขาเดินผ่านบนท้องถนน ไม่ว่าจะรู้จักกันหรือไม่ก็ตาม กลุ่มพี่สาวมีจิตสำนึกในศาสนาของตัวเองมากกว่าผู้ที่สวมผ้าคลุมไปตาม ธรรมเนียม แทนที่จะทำไปเพื่ออัลลอฮฺ ก่อนที่จะมาเป็นมุสลิมะห์ ฉันชอบสวมเสื้อผ้าในชุดกางเกงกระฉับกระเฉง ไม่ใช่กระโปรงแบบผู้หญิง แต่ชุดยาวๆ ที่ฉันสวมในไคโรทำให้ฉันพอใจ ฉันรู้สึกว่ามันสวยงามและผ่อนคลายมากกว่า

      ในความรู้สึกแบบตะวันตก สีดำเป็นสีที่เหมาะจะสวมใส่ในเวลาค่ำเพราะมันเน้นให้เห็นความสวยงามของผู้ สวมใส่ พี่สาวน้องสาวกลุ่มใหม่ของฉันดูสวยงามอย่างแท้จริงในชุดคิมาร์สีดำ และความเป็นพี่น้อง ความมีน้ำใจ เปล่งแสงออกมาจากใบหน้าของพวกเธอ อันที่จริง พวกเธอไม่เหมือนกับแม่ชีโรมันแคธอลิก เป็นบางอย่างที่ฉันสังเกตเห็นเป็นพิเศษเมื่อตอนที่ฉันมีโอกาสได้ไปปารีสไม่ นานหลังจากมาถึงที่ซาอุดิอารเบีย

ฉันอยู่ในตู้โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินเดียวกับ แม่ชีคนหนึ่ง และเราก็ยิ้มให้กันกับชุดที่คล้ายกันของเรา ชุดของเธอเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตนเพื่อพระเจ้าของเธอ เหมือนกับชุดของมุสลิมะห์ ฉันแปลกใจอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมผู้คนจึงไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับผ้าคลุมของแม่ ชีแคธอลิก แต่กลับวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงกับผ้าคลุมของมุสลิมะห์ ราวกับว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของการก่อการร้ายหรือการกดขี่

ฉันไม่สนใจกับการที่ต้องทิ้งเสื้อผ้าหลาก สีสันไปแล้วสวมใส่แต่สีดำ อันที่จริง ฉันมีความรู้สึกว่าอยากจะใช้ชีวิตเพื่อศาสนาแบบแม่ชีอยู่เสมอ ก่อนที่จะได้มาเป็นมุสลิมะห์

หลังจากอีกหกเดือนในไคโร ฉันมีความเคยชินกับชุดยาวของฉันมากขึ้น จนฉันเริ่มคิดว่าฉันจะสวมมันตอนที่ฉันกลับไปญี่ปุ่น ฉันมีชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าสีเบาๆ ด้วย และมีชุดคิมาร์สีขาว เพราะเชื่อว่าพวกเขาในญี่ปุ่นจะตกตะลึงน้อยลงกว่าการที่จะสวมชุดสีดำ

ฉันคิดถูก ชาวญี่ปุ่นแสดงท่าทางค่อนข้างดีต่อชุดคิมาร์สีขาวของฉัน และดูเหมือนพวกเขาจะเดาได้ว่าฉันทำตามความเชื่อทางศาสนา ฉันเคยได้ยินผู้หญิงคนหนึ่งบอกกับเพื่อนว่าฉันเป็นแม่ชีพุทธ มุสลิมะห์, แม่ชีพุทธ กับแม่ชีคริสเตียน มีความคล้ายคลึงกันอะไรเช่นนี้! ใครที่ไม่มีความคุ้นเคยกับการพูดคุยเรื่อง ศาสนา

พ่อของฉันกังวลใจเมื่อฉันออกไปข้างนอกในชุด เสื้อแขนยาวและคลุมศีรษะแม้จะในวันที่อากาศร้อนที่สุด แต่ฉันพบว่าฮิญาบช่วยปกป้องฉันจากแสงอาทิตย์ ที่จริง เป็นฉันต่างหากที่รู้สึกไม่สบายใจที่เห็นขาของน้องสาวตอนที่เธอสวมกางเกงขา สั้น

มุสลิมถูกกล่วหาว่ามีความรู้สึกอ่อนไหวมาก เกินไปกับร่างกายของมนุษย์ แต่ระดับของการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เป็นเหตุผลสมควรให้ต้อง สวมชุดที่เรียบร้อย เมื่อกระโปรงสั้นๆ สามารถส่งสัญญาณไปได้ว่าผู้สวมใส่ยังว่างสำหรับผู้ชาย ฮิญาบก็ส่งสัญญาณออกไปดังๆ และชัดเจนด้วยว่า “ฉันเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับคุณ”

ครั้งหนึ่งท่านศาสดาเคยถามฟาฏิมะห์ บุตรสาวของท่านว่า “อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิง?” และนางตอบว่า “การที่ไม่มองผู้ชายและไม่ถูกมองโดยผู้ชาย” เมื่อแต่งงานแล้ว ฉันออกจากญี่ปุ่นไปอยู่ซาอุดิอารเบีย ที่ซึ่งมีธรรมเนียมว่าผู้หญิงต้องปกปิดใบหน้าเมื่อออกข้างนอก ฉันอยากจะลองสวมนิกอบ (ผ้าคลุมหน้า) และอยากจะรู้ว่ามันจะรู้สึกอย่างไร แน่นอน ผู้หญิงที่ไม่ใช่มุสลิมโดยทั่วไปก็สวมเสื้อคลุมสีดำ แต่ไม่ปิดใบหน้า ไม่มีผู้หญิงมุสลิมซาอุดี้ฯ ที่ไม่ปิดใบหน้าด้วยเช่นกัน

นิกอบผืนแรกของฉันไม่ได้ปกปิดตา แต่ในฤดูหนาวฉันสวมผ้าปิดตาด้วย มันเป็นการตัดสินที่ผิดพลาดในการที่จะคิดเอาว่าผู้หญิงมุสลิมปกปิดร่างกาย เพราะเธอเป็นสมบัติส่วนตัวของสามี ที่จริงแล้วเธอรักษาเกียรติของเธอและปฏิเสธการถูกแสดงความเป็นเจ้าของโดยคน แปลกหน้าต่างหาก

การมองฮิญาบจากภายนอก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ได้ ช่องว่างระหว่างการอยู่ข้างนอกแล้วมองเข้ามา กับการอยู่ข้างในแล้วมองออกไป อธิบายถึงความว่างเปล่าในความเข้าใจต่ออิสลาม คนภายนอกอาจจะมองว่าอิสลามเป็นอุปสรรคสำหรับมุสลิม แต่อย่างไรก็ตาม ภายในนั้นมีความสันติสุข, เสรีภาพ และปิติสุข ซึ่งผู้ที่ได้ประสบกับมันไม่เคยรู้จักมันมาก่อน

มุสลิมที่ปฏิบัติศาสนกิจ ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวมุสลิมหรือเพิ่งเปลี่ยนมานับถืออิสลาม เลือกอิสลามมากกว่าเสรีภาพลวงตาของชีวิตแบบฆราวาส ถ้ามันกดขี่ผู้หญิง ทำไมผู้หญิงที่มีการศึกษาดีหลายต่อหลายคนในยุโรป, อเมริกา, ญี่ปุ่น , ออสเตรเลีย และทั่วทั้งโลก จึงยอมทิ้งเสรีภาพและอิสรภาพนั้นเพื่อมารับอิสลามเล่า?

คนที่ตาบอดเพราะอคติอาจจะมองไม่ เห็นมัน แต่ผู้หญิงที่สวมฮิญาบมีความสวยงามผ่องใสราวกับนางฟ้า เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง สงบเยือกเย็น และสง่างาม

เป็นเพื่อน Line กับเรา