อิสลาม กับ วันวาเลนไทน์ valentine's day

13 กพ. 61     2317


วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก Valentine's Day  ซึ่งเป็นวันที่ทุกคนจะมอบความรักให้กันและกันเป็นพิเศษ ในปีนี้ 2560 วันวาเลนไทน์ ตรงกับวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์


อิสลาม กับ วันวาเลนไทน์ valentine's day

อิสลาม กับ วันวาเลนไทน์ valentine's day 

เมื่อใกล้ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ทุกคนคงนึกถึงวันวาเลนไทน์ที่ถือกันว่า เป็นวันแห่งความรัก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่กำลังแทรกซึมเข้ามาในวัฒนธรรมมุสลิม และกระแสวัฒนธรรมดังกล่าวนี้แน่นอนว่าหนุ่มสาวมุสลิมย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้น ดังนั้นเราจึงสมควรตระหนักว่าอิสลามมีจุดยืนอย่างไรต่อวัฒนธรรมดังกล่าวนี้

ท่านนะบีย์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า

“ขอยืนยัน พวกท่านจะเดินตามแนวทางผู้ที่อยู่ก่อนหน้าพวกเจ้าทีละคืบ ทีละศอก จนกระทั่งพวกเขาเข้ารูแย้ (ที่สกปรก) พวกท่านก็ตามมันเข้าไป บรรดาซอฮาบะฮ์เรียนถามว่า โอ้ ท่านร่อซูลุลอฮ์ (ตาม) พวกยิวและพวกนะศอรอกระนั้นหรือ? ท่านร่อซูลลลอฮ์ ตอบว่า แล้วจะใครอีกเล่า” (รายงานโดยอัลหากิม, หะดีษลำดับที่ 8506)

ความเป็นมาของวันวาเลนไทน์

เป็นที่ทราบกันดีว่าวันวาเลนไทน์ (Valentine day) เป็นวัฒนธรรมตะวันตก มีความเป็นมาอย่างไรและมีความลึกซึ้งแค่ไหนนั้นแม้แต่ชาวตะวันตกซึ่งเป็นเจ้าของวัฒนธรรมเองก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ดังที่ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ความรักจากวาเลนไทน์สู่ความเป็นไทย ว่า

"เรื่องราวเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์นั้น ก็เป็นเรื่องที่คลุมเครือจะสืบหาประวัติที่แน่นอนอะไรก็ไม่ได้ ได้แต่สันนิษฐานกันไป ไม่มีต้นกำเนิดของเรื่องและความเป็นมาที่ชัดเจน ในหนังสือหลักๆ เท่าที่สันนิษฐานกัน พอสรุปได้ว่า

1 . วันวาเลนไทน์นี้ เดิมเป็นเทศกาลฉลองความเจริญพันธุ์ของพวกโรมันโบราณ ซึ่งเป็นการระลึกถึงเทพเจ้าลูเปอร์คุส (เทพแห่งความเจริญพันธุ์) ต่อมาภายหลังจึงได้รับเอาเข้ามาเป็นของคริสต์ศาสนา โดยโยงเข้ากับเรื่องการพลีชีพเพื่อศาสนาของนักบุญชื่อ วาเลนไทน์ ซึ่งมีวันฉลองใกล้กัน (ของเดิม 15 กุมภาพันธ์ ส่วนของนักบุญ วันที่ 14 กุมภาพันธ์)

2 . ว่ากันว่า เซนต์วาเลนไทน์ เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์ ซึ่งถูกประหารชีวิตในกรุงโรม เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณ ค.ศ. 269 หรือ 270 และมีสองท่านชื่อซ้ำกัน แต่ประวัติศาสตร์ของทั้งสองท่านเป็นเรื่องเล่ากันมาแบบปรัมปรา ซึ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นเรื่องเล่าต่างกัน แต่ตัวบุคคลเป็นคนเดียวกัน

3 . การฉลองวันเลนไทน์เริ่มมีขึ้นในสมัยกลางของยุโรป แต่การที่ถือว่าเซนต์วาเลนไทน์เป็นนักบุญผู้อุดหนุนคู่รักเป็นเรื่องที่กลายมาในช่วงหลัง โดยถือว่า เป็นผู้ช่วยเหลือคนมีความรักที่ตกอยู่ในความทุกข์ถูกบังคับ

4 . การที่วันที่ระลึก เซนต์วาเลนไทน์ กลายมาเป็นวันแห่งความรัก เป็นเรื่องบังเอิญซึ่งที่จริงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเซนต์วาเลนไทน์เลย แต่เรื่องมาโยงกันและกลายไป คงจะเนื่องจากชาวยุโรปสมัยกลาง มีความเชื่อว่านกเริ่มฤดูผสมพันธุ์ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์”

 

อิสลามกับวันวาเลนไทน์

คุณค่าและการปลูกฝังความรักในอิสลามไม่ได้จำกัดวันเพียงแค่วันใดวันหนึ่ง แต่อิสลามมีหลักการและข้อกำหนดเกี่ยวกับเรื่องความรัก เพราะความรักคือความรู้สึกที่ดีงามและเป็นความเมตตาเห็นอกเห็นใจต่อกัน การแสดงถึงความรักในอิสลามนั้น จะต้องไม่ขัดกับหลักการและอยู่บนพื้นฐานของศาสนา ดังนั้นเรื่องความรักที่อิสลามให้การส่งเสริมและให้คุณค่า ก็คือ ความรักต่ออัลเลาะฮ์ ต่อร่อซูลของพระองค์ และต่อบรรดามุสลิมทั้งหลาย

อัลเลาะฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า

“และบางส่วนจากมนุษย์ มีผู้ที่ยึดเอาสิ่งอื่นจากอัลเลาะฮ์มาเป็นคู่เคียง (กับพระองค์) พวกเขารักสิ่งเหล่านั้น ประดุจเดียวกับเขารักอัลเลาะฮ์ และบรรดาผู้มีศรัทธาทั้งหลายนั้น ย่อมมีความรักอันลึกซึ้งที่สุดต่ออัลเลาะฮ์” [อัลบะก่อเราะฮ์: 16]

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า

“พวกท่านจงรักอัลเลาะฮ์ด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้กับพวกท่าน จากบรรดาสิ่งอำนวยสุขต่างๆ ของพระองค์ และพวกท่านจงรักฉันเนื่องจากความรักของอัลเลาะฮ์ที่มีต่อฉัน” (รายงานโดยท่านอัตติรมิซีย์, หะดีษลำดับที่ 3789)

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าเช่นกันว่า

“ขอสาบานด้วยผู้ที่ชิวิตฉันอยู่ในอำนาจของพระองค์ พวกท่านจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าพวกท่านจะศรัทธา และพวกท่านจะไม่มีศรัทธาอย่างแท้จริง จนกว่าพวกท่านจะมีความรักต่อกัน เอาไหม ฉันจะบอกสิ่งหนึ่งที่พวกท่านปฏิบัติแล้ว พวกท่านจะรักกัน นั่นคือ พวกท่านต้องให้สะลามต่อกัน” (รายงานโดยมุสลิม, หะดีษลำดับที่ 54)

ดังนั้นการแสดงความรักเป็นพิเศษในวันวาเลนไทน์ จึงเป็นการเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกและเป็นการให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่นักบวชที่มีนามว่า “วาเลนไทน์” ซึ่งดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เป็นการกระทำที่อยู่บนหลักการของอิสลาม

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

“ผู้ใดเลียนแบบชนกลุ่มหนึ่ง เขาย่อมเป็นส่วนหนึ่งจากพวกเขา” (รายงานโดยอะบูดาวูด, หะดีษลำดับที่ 4031)

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

“ผู้ใดที่อุตริกรรมขึ้นมาใหม่ในการงานของเรานี้กับสิ่งที่ไม่มี (รากฐาน) มาจากมันย่อมถูกปฏิเสธ” (รายงานโดยอัลบุคอรีย์, หะดีษลำดับที่ 2550)

เพราะฉะนั้น การปลูกฝังความรักในอัลเลาะฮ์และร่อซูลของพระองค์ และการแสดงความรักต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน เป็นฟัรฎูในทุกเวลาและวโรกาส ไม่ใช่มาจำกัดความรักเพียงแค่วันวาเลนไทน์

โดย อบูมุฮัมมัด อัลอัซฮะรีย์
www.sunnahstudent.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา