หมวดหมู่
อิสลาม-มุสลิม
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่คลังความรู้มุสลิมไทยโพสต์

วิธีลดความอ้วนที่ได้ผลเร็วที่สุด วิธีลดความอ้วน ภายใน 7 วัน วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ วิธีลดความอ้วนภายใน3วัน วิธีลดความอ้วนของผู้ชาย ภาษาอาหรับที่เจอบ่อย      คำง่ายๆภาษาอาหรับ    ศัพท์เกาหลีแบ่งเป็นหมวด    คำศัพท์เกาหลี เรียกญาติ    ศัพท์เกาหลีง่ายๆ     
   คำศัพท์ญี่ปุ่น เรียกญาติ    วันเดือนปีในภาษามลายู    การเขียนวันเดือนปีในภาษามลายู    ศัพท์ยาวี    ศัพท์ญี่ปุ่นแบ่งเป็นหมวด     ภาษาไทยน่ารู้    
สระ 32 ตัว    ซาร่า ปาทาน    ขวัญกมล ปาทาน    น.ส.ขวัญกมล ปาทาน     ศัพท์อาหรับที่เจอบ่อย ศัพท์ญี่ปุ่นง่ายๆ  

 


ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> อิสลาม-มุสลิม >> ฮัจย์ อุมเราะห์
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
กุรบ่าน มีกี่ประเภท โปรดอธิบาย
คำค้น : กุรบาน

กุรบานของเรา ที่เป็นสุนัตหรือที่เป็นวายิบนั้นหากเราเอาเนื้อนี้ไปทำบุญถ้ามีคนกาเฟรมา กินด้วยควรทำอย่างไร(เคยได้ยินอาจารย์บางท่านกล่าวว่าให้ซื้อเนื้อตลาดมาปน หลักฐานอยู่ในหนังสือบายูรีแต่หาไม่พบ)รบกวนอาจารย์ช่วยอธิบายให้อย่าง ละเอียดเลยนะครับ

--------

กุรบ่านหรืออุฎฮียะฮฺ (أُضْحِيَّة) นั้นมี 2 ประเภท คือ

กุ รบ่านสุนัต  (أَضْحِيَّة الَتَّطُّوعِ)   กุรบ่านประเภทนี้ ที่ดีที่สุด  (الأَفْضَلُ)  ให้ทำซอดะเกาะฮฺกุรบ่านทั้งหมดยกเว้นเหลือเอาไว้กินเพียงคำหนึ่งหรือไม่ เกินสามคำเพื่อเป็นการตะบัรรุ๊ก (ส่วนที่เหลือเอาไว้กินนี้ควรจะเป็นตับ)  และถ้าจะเอาไว้กินส่วนหนึ่ง ทำซอดะเกาะฮฺส่วนหนึ่งและฮะดียะฮฺส่วนหนึ่งก็ได้  


ส่วนกุรบ่า นประเภทที่  2  คือ  กุรบ่านวาญิบ  (أضْحيَّة وَاجِبَةٌ)  กุรบ่านประเภทนี้ไม่อนุญาตให้ผู้เป็นเจ้าของกุรบ่านกินเนื้อของมัน (ฮะรอม)  และวาญิบต้องทำซอดะเกาะฮฺทั้งหมดแก่คนยากจนแม้กระทั่งเขาและกลีบเท้าของมัน  ถ้าหากเจ้าของกุรบ่านกินส่วนหนึ่งส่วนใดจากกุรบ่านก็จำเป็นต้องชดใช้เนื้อ ส่วนนั้นแทนแก่คนยากจน  และการทำซอดะเกาะฮฺแก่คนยากจนนี้แม้เพียงซอดะเกาะฮฺให้แก่คนยากจนคนเดียวก็ ถือว่าเป็นที่อนุญาต (เก็บความจาก อิอานะตุตตอลิบีน ; อัดดุมยาฏีย์ เล่มที่ 2 หน้า 378-379)  


ประเด็นต่อมาก็คือ  คนยากจนหรือคนรวยที่ถูกมอบเนื้อกุรบ่านให้นั้นมีเงื่อนไขกำหนดว่าพวกเขาจะ ต้องเป็นชาวมุสลิม  ส่วนคนที่ไม่ใช่มุสลิมก็ไม่อนุญาตให้มอบสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากกุรบ่านนั้นแก่ พวกเขา ไม่ว่าเนื้อนั้นจะเป็นเนื้อดิบหรือเนื้อที่ถูกปรุงสุกแล้วก็ตาม (อ้างแล้ว เล่ม 2/379) และไม่ว่ากุรบ่านนั้นจะเป็นกุรบ่านสุนัตก็ตาม  (อัลบัยญูรีย เล่มที่ 2 หน้า 567)  


ดังที่มีระบุตัวบทเอาไว้ในอัลบุวัยฏีย์ แต่มีปรากฏในอัลมัจญมูอฺ ว่า อนุญาตให้เลี้ยงอาหารแก่คนยากจนจากอะฮฺลิซซิมมะฮฺ  (ชาวยิวและคริสเตียนในรัฐอิสลาม)  จากกุรบ่านสุนัตได้  แต่ถ้าเป็นกุรบ่านวาญิบนั้นไม่อนุญาต  ท่านอัลอัซร่ออีย์ได้แสดงความประหลาดใจเอาไว้  (บินญัยริมี่ย์ฯ เล่มที่ 4 หน้า 286) เกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่ในตำราอัลมัจญมูอฺ และเมื่อค้นตำราอัลมัจญมูอฺ ชัรฮุลมุฮัซซับ แล้วก็พบว่า ท่านอิหม่ามอันนะวาวีย์ (ร.ฮ.) กล่าวว่า : (ประเด็นปัญหาข้อที่ 9) อิบนุ อัลมุนซิร กล่าวว่า : ประชาชาติอิสลามมีมติเห็นพ้องว่า อนุญาตให้เลี้ยงอาหาร (หรือซอดะเกาะฮฺ)  แก่คนยากจนที่เป็นชาวมุสลิมจากเนื้อกุรบ่านนั้น และพวกเขามีความเห็นต่างกันในการเลี้ยงอาหารแก่คนยากจนของอะฮฺลิซซิมมะฮฺ อัลหะซัน อัลบะศอรี่ย์ , อบูฮะนีฟะฮฺ และอบูเซาริน อนุโลมให้ในข้อนี้


อิหม่าม มาลิก กล่าวว่า : คนอื่นที่ไม่ใช่พวกเขาเป็นที่ชอบยิ่งกว่ายังพวกเรา และอิหม่ามมาลิกยังถือว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) ในการมอบหนังกุรบ่านหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากเนื้อกุรบ่านแก่คนนัศรอนีย์  และอิหม่ามอัลลัยซฺก็ถือว่าเป็นที่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) และท่านกล่าวว่า : ถ้าหากเนื้อกุรบ่านถูกปรุงสุกก็ไม่เป็นอะไรที่คนซิมมี่ย์จะกินส่วนหนึ่งจาก มันพร้อมกับชาวมุสลิม  นี่คือคำกล่าวของอิบนุ อัลมุนซิร , อิหม่ามอันนะวาวีย์กล่าวว่า :  ฉันไม่เคยพบว่ามีคำพูดใดในเรื่องนี้สำหรับอัศฮาบของเรา  และตามข้อชี้ขาดของมัซฮับนั้น ถือว่าอนุญาตให้เลี้ยงอาหารพวกเขาได้จากกุรบ่านสุนัต โดยมิใช่กุรบ่านวาญิบ (คือ กุรบ่านวาญิบนั้นไม่อนุญาต)  แล้วท่านอิหม่ามอันนะวาวีย์ก็กล่าวว่า วัลลอฮุตะอาลาอะอฺลัม (ดู อัลมัจญมูอฺ เล่มที่ 8 หน้า 404)


ส่วน ประเด็นที่อ้างถึงหนังสือบาญูรีย์นั้นน่าจะหมายถึงข้อความที่ระบุว่า : และทางออกจากสิ่งดังกล่าว  (คือการที่ไม่อนุญาตให้เจ้าของกุรบ่านวาญิบกินเนื้อกุรบ่าน)  ก็คือการที่เขาทำกุรบ่านอีกตัวหนึ่งหรือเชือดฮัดย์อีกตัวหนึ่งหรือเชือดอะ กีเกาะฮฺอีกตัวหนึ่ง (ที่ไม่ได้นะซัรเอาไว้) หรือการที่เขาปรุงอาหารอีกอันหนึ่งเพิ่มจากสิ่งที่เป็นวาญิบ ฉะนั้นก็อนุญาตให้เขากินส่วนหนึ่งจากมันได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เพิ่มเกินกว่าสิ่งที่เป็นวาญิบ เขามีสิทธิกินมันพร้อมกับเป็นที่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) ดังที่อัลมาวัรดีย์ได้กล่าวเอาไว้ (อัลบัยญูรีย์ เล่มที่ 2 หน้า 565) เข้าใจว่าเนื้อหาส่วนนี้คือสิ่งที่อาจารย์ผู้นั้นได้นำมากล่าวตามที่ คุณharoon ได้ยินมาซึ่งเป็นทางออกได้เหมือนกันในเรื่องที่ถามมา

อ.อาลี เสือสมิง

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
ท่านอาจกำลังสนใจสิ่งนี้อยู่
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก