หนังสือเหล่านี้อาจประกอบด้วย ดุอาอ์ (Du‘a / دعاء), ซิกิร (Dhikr / ذكر), ซอลาวาต (Salawat / صلوات), ซูเราะฮ์และอายะฮ์จากอัลกุรอาน ตลอดจนเรื่องราวหรือบทประพันธ์เกี่ยวกับท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ บางสำนวนยังมีบทเมาลิด (Mawlid / مولد) หรือบทกอศีดะฮ์ (Qasidah / قصيدة) รวมอยู่ด้วย
หนังสือในลักษณะนี้มีหลายชื่อ หลายฉบับ และพัฒนาต่างกันไปตามพื้นที่ จึงไม่ควรเหมารวมว่าหนังสือทุกเล่มที่มีลักษณะดังกล่าวมีเนื้อหาและที่มาเดียวกัน
หนึ่งในชื่อที่พบในโลกมลายู-อินโดนีเซียคือ Majmū‘ / Majmu’ (مجموع) ซึ่งโดยความหมายของคำหมายถึงสิ่งที่ถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน ปัจจุบันมีหนังสือชื่อ Majmu’ Syarif หลายฉบับ ตัวอย่างรายการห้องสมุดระบุเนื้อหาตั้งแต่ดุอาอ์ ซิกิร ซูเราะฮ์อัลกุรอานที่คัดเลือก ซอลาวาต ยาซีน ตะห์ลีล รอติบ และบทปฏิบัติทางศาสนาอื่น ๆ
หนังสือเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่ออะไร?
หากมองในมิติทางสังคม หนังสือรวมบทอ่านเหล่านี้ตอบโจทย์ที่เรียบง่ายมาก คือ รวบรวมสิ่งที่ชุมชนใช้บ่อยให้อยู่ในหนังสือเล่มเดียว
แทนที่จะต้องค้นหาดุอาอ์จากหนังสือเล่มหนึ่ง ซอลาวาตจากอีกเล่มหนึ่ง หรือเปิดหาอายะฮ์และซูเราะฮ์ที่ต้องการจากอีกแหล่งหนึ่ง ผู้รวบรวมสามารถจัดบทอ่านที่ใช้ในชีวิตประจำวันและกิจกรรมของชุมชนไว้ด้วยกัน
โครงสร้างดังกล่าวยังปรากฏในหนังสือ Majmu’ Syarif รุ่นปัจจุบันอย่างชัดเจน เช่น ฉบับหนึ่งมีทั้งดุอาอ์และซิกิร ซูเราะฮ์อัลกุรอานที่คัดเลือก ซอลาวาต รอติบอัลฮัดดาด ตัลกีน ยาซีน ตะห์ลีล และอัสมาอุลฮุสนา ขณะที่อีกฉบับจัดเนื้อหาตั้งแต่ดุอาอ์ประจำวันไปจนถึงบทที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และวาระต่าง ๆ ในชีวิต
ด้วยเหตุนี้ หนังสือประเภทนี้จึงทำหน้าที่คล้าย คู่มือศาสนาประจำครัวเรือนและชุมชน มากกว่าจะเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาประเภทเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ
จากหนังสือส่วนบุคคล สู่หนังสือของชุมชน
คุณค่าของหนังสือเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเนื้อหาภายในเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก วิธีที่ชุมชนใช้หนังสือ
เมื่อมีการรวมตัวกันอ่านดุอาอ์ ซิกิร ซอลาวาต หรือบทต่าง ๆ หนังสือเล่มเดียวกันสามารถทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมอ่านตามลำดับเดียวกันได้ แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้จดจำบททั้งหมดก็ยังสามารถร่วมอ่านได้
ฉบับสมัยใหม่บางเล่มจึงเพิ่ม Transliteration (การถอดอักษร) และคำแปลภาษาท้องถิ่น เพื่อช่วยผู้ที่ยังอ่านภาษาอาหรับไม่คล่อง หนังสือที่ได้รับการจัดทำในอินโดนีเซียหลายฉบับใช้แนวทางนี้อย่างชัดเจน
ในมุมนี้ หนังสือรวมบทอ่านจึงทำหน้าที่มากกว่าการเก็บข้อความ
มันทำหน้าที่เป็น เครื่องมือถ่ายทอดความรู้ทางศาสนา (Religious Knowledge Transmission) จากครูสู่ศิษย์ จากพ่อแม่สู่ลูก และจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
เมื่อเรื่องราวของท่านนบีถูกถ่ายทอดผ่านการอ่านร่วมกัน
หนังสืออีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมนี้คือหนังสือ เมาลิด และงานประพันธ์เกี่ยวกับท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ
เนื้อหาโดยทั่วไปอาจกล่าวถึงการประสูติ เชื้อสาย คุณลักษณะ เหตุการณ์ในชีวิต การสรรเสริญ และการกล่าวซอลาวาตต่อท่านนบี ﷺ
เมื่อถูกอ่านในชุมชน เนื้อหาเหล่านี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “ประวัติศาสตร์” แต่ยังทำหน้าที่สร้างความผูกพันระหว่างผู้ฟังกับเรื่องราวของศาสดา โดยเฉพาะในสังคมที่คนทั่วไปในอดีตไม่ได้มีหนังสือศาสนาจำนวนมากเหมือนในปัจจุบัน
การฟังครูหรือผู้นำศาสนาอ่าน การอ่านตามกันเป็นกลุ่ม และการจดจำบทที่ได้ยินซ้ำ ๆ จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการศึกษาศาสนาในระดับชุมชน
ทำไมหนังสือบางเล่มจึงได้รับการให้เกียรติมาก?
นี่เป็นจุดที่น่าสนใจ
หากเราเห็นหนังสือประเภทนี้ถูกเก็บบนชั้นสูง วางในบริเวณเดียวกับหนังสือศาสนา หรือได้รับการจับถืออย่างสำรวม เราไม่ควรรีบสรุปว่าเจ้าของหนังสือกำลังยกสถานะของมันขึ้นเทียบเท่าอัลกุรอาน
เหตุผลหนึ่งคือ ภายในหนังสือบางฉบับมี อายะฮ์หรือซูเราะฮ์จากอัลกุรอาน อยู่จริง เช่น รายการหนังสือ Majmu’ Syarif หลายฉบับระบุว่ามีซูเราะฮ์ที่คัดเลือก รวมกับดุอาอ์ ซิกิรและซอลาวาต
ประกอบกับวัฒนธรรมการเรียนศาสนาที่ให้ความสำคัญกับ อาดาบ (Adab / أدب) หรือมารยาทต่อความรู้ หนังสือที่มีพระนามของอัลลอฮ์ อายะฮ์อัลกุรอาน ดุอาอ์ หรือเนื้อหาศาสนา จึงมักได้รับการเก็บรักษาอย่างให้เกียรติ
เมื่อพฤติกรรมนี้ดำเนินต่อเนื่องหลายรุ่น หนังสือบางเล่มจึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะ “หนังสือ” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำทางศาสนาของครอบครัวและชุมชน
แต่ต้องแยก “การให้เกียรติ” ออกจาก “สถานะทางศาสนา”
จุดนี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนที่สุด
หนังสือรวมดุอาอ์ หนังสือซอลาวาต หนังสือเมาลิด หรือหนังสือรวมเรื่องราวของท่านนบี ไม่ใช่อัลกุรอาน
แม้หนังสือเล่มนั้นจะมีอายะฮ์อัลกุรอานจำนวนมากอยู่ภายในก็ตาม
อัลกุรอานมีสถานะเฉพาะในอิสลาม เพราะเป็น กะลามุลลอฮ์ (Kalām Allāh / كلام الله) — พระดำรัสของอัลลอฮ์ ที่ประทานแก่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ
ส่วนหนังสือรวมบทอ่านเป็นผลงานที่มนุษย์ รวบรวม เรียบเรียง คัดเลือก หรือประพันธ์ ขึ้น โดยอาจนำข้อความจากแหล่งต่าง ๆ มารวมกัน
ดังนั้น ต้องแยกระหว่าง
ตัวบทอัลกุรอานที่อยู่ในหนังสือ
กับ
หนังสือที่มนุษย์นำตัวบทเหล่านั้นมารวบรวม
และต้องแยกระหว่าง
หะดีษที่มีหลักฐานรองรับ
กับ
บทกวี เรื่องเล่า คำอธิบาย หรือบทประพันธ์ของมนุษย์
การที่ข้อความเหล่านี้ถูกพิมพ์อยู่ในหนังสือเล่มเดียวกัน ไม่ได้ทำให้ทุกข้อความมีสถานะทางหลักฐานเท่ากันโดยอัตโนมัติ
คุณค่าทางวัฒนธรรม ไม่ได้หมายความว่าทุกข้อความเป็นหลักฐานศาสนา
นี่อาจเป็นหลักคิดที่เหมาะสมที่สุดในการมองหนังสือเหล่านี้
เราสามารถยอมรับได้ว่า หนังสือรวมดุอาอ์ ซอลาวาต เมาลิด และเรื่องราวของท่านนบีมี คุณค่าทางประวัติศาสตร์ การศึกษา และวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิม ขณะเดียวกันก็สามารถตรวจสอบเนื้อหาภายในตามหลักวิชาการอิสลามได้
สองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน
บทดุอาอ์หนึ่งอาจมาจากอัลกุรอาน
อีกบทหนึ่งอาจมาจากหะดีษ
อีกข้อความอาจเป็นซอลาวาตที่นักวิชาการประพันธ์
อีกตอนอาจเป็นบทกวีสรรเสริญท่านนบี
และอีกเรื่องหนึ่งอาจเป็นเรื่องเล่าที่ต้องตรวจสอบแหล่งที่มา
ดังนั้น วิธีศึกษาหนังสือประเภทนี้ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การปฏิเสธหนังสือทั้งเล่มเพียงเพราะมนุษย์รวบรวมขึ้น และไม่ใช่การเชื่อทุกข้อความเพียงเพราะหนังสือถูกใช้ในชุมชนมานาน
แต่คือ รู้ว่าข้อความแต่ละส่วนมาจากไหน และให้น้ำหนักแก่ข้อความนั้นตามหลักฐานของมัน
หนังสือเล่มหนึ่งจึงอาจบอกเล่าประวัติศาสตร์ของชุมชนได้
เมื่อมองในมิตินี้ หนังสือรวมดุอาอ์และบทอ่านทางศาสนาจึงมีความน่าสนใจมากกว่าที่เห็น
รอยพับของหน้าที่ถูกเปิดซ้ำ ๆ บทที่คนรุ่นปู่ย่าจดจำได้ หนังสือที่ถูกส่งต่อจากครูสู่ลูกศิษย์ หรือการที่คนในหมู่บ้านสามารถเปิดไปยังหน้าเดียวกันเมื่อถึงเวลาประกอบกิจกรรม ล้วนสะท้อนวิธีที่ความรู้ทางศาสนาเดินทางผ่านสังคมก่อนยุคอินเทอร์เน็ต
ทุกวันนี้ เราสามารถค้นดุอาอ์หนึ่งบทจากโทรศัพท์ได้ภายในไม่กี่วินาที แต่ในอดีต หนังสือรวมบทอ่านหนึ่งเล่มอาจทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งดุอาอ์ หนังสือซิกิร หนังสือซอลาวาต หนังสือสำหรับกิจกรรมของชุมชน และเครื่องมือในการสอนศาสนาของครอบครัว
จึงไม่แปลกที่หนังสือบางเล่มจะได้รับความผูกพันและความเคารพอย่างสูงจากคนรุ่นก่อน
สิ่งสำคัญสำหรับคนรุ่นปัจจุบันจึงอาจไม่ใช่การถามเพียงว่า
“หนังสือเล่มนี้สำคัญหรือไม่?”
แต่ควรถามต่อว่า
“อะไรอยู่ในหนังสือเล่มนี้ มาจากแหล่งใด และหนังสือเล่มนี้เคยทำหน้าที่อะไรให้กับชุมชนของเรา?”
เมื่อเราถามเช่นนี้ เราจะสามารถรักษาคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไว้ได้ พร้อมกับรักษาความถูกต้องขององค์ความรู้ทางศาสนาไปพร้อมกัน
เพราะท้ายที่สุด หนังสือเหล่านี้อาจไม่ใช่ “คัมภีร์” แต่สำหรับหลายชุมชน มันคือหนึ่งใน ภาชนะที่เคยใช้บรรจุและส่งต่อความรู้ ความศรัทธา ความทรงจำ และความผูกพันทางศาสนาจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
บทความที่น่าสนใจ