วันอารอฟะฮ์ คืออะไร ความเป็นมาของศาสนกิจที่ผู้แสวงบุญต้องปฏิบัติที่ทุ่งอารอฟะฮ์ ความประเสริฐของวันที่ 9 เดือนซุลฮิจญะฮ์

วันอารอฟะฮ์  คืออะไร ความเป็นมาของศาสนกิจที่ผู้แสวงบุญต้องปฏิบัติที่ทุ่งอารอฟะฮ์ ความประเสริฐของวันที่ 9 เดือนซุลฮิจญะฮ์
วันอารอฟะฮ์ (Day of Arafah) คือวันที่มีความสำคัญสูงสุดวันหนึ่งในทางศาสนาอิสลาม ตรงกับวันที่ 9 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายตามปฏิทินทางจันทรคติของอิสลาม วันนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นจิตวิญญาณของพิธีฮัจญ์ที่ผู้แสวงบุญทุกคนจะมารวมตัวกัน ณ ทุ่งอารอฟะฮ์

ความเป็นมาของศาสนกิจที่ทุ่งอารอฟะฮ์
คำว่า "อารอฟะฮ์" (Arafah) ในภาษาอาหรับแปลว่า "การทำความรู้จัก" หรือ "การตระหนักรู้" มีเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และการศาสนาที่เชื่อมโยงกับสถานที่แห่งนี้หลายประการ ดังนี้

• สถานที่พบกันของนบีอาดัมและพระนางฮาวา: หลังจากที่ทั้งสองถูกส่งลงมาจากสรวงสวรรค์ให้มาใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์และต้องพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน ทุ่งอารอฟะฮ์ (โดยเฉพาะบริเวณเนินเขาญะบัล อัร-เราะห์มะฮ์ หรือภูเขาแห่งความเมตตา) คือสถานที่ที่ทั้งสองได้กลับมาพบกันและ "ทำความรู้จัก" กันอีกครั้ง

• การตระหนักรู้ในหลักการศาสนา: มีบันทึกว่าเมื่อท่านนบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) ได้รับการสอนขั้นตอนการประกอบพิธีฮัจญ์จากทูตสวรรค์ (ญิบรีล) ท่านได้มาถึงสถานที่แห่งนี้และกล่าวว่า "อาเริฟตู" ซึ่งแปลว่า "ฉันตระหนักรู้และเข้าใจแล้ว"

• โอวาทครั้งสุดท้ายของท่านนบีมูฮัมหมัด: ในปีสุดท้ายก่อนที่ท่านนบีมูฮัมหมัดจะเสียชีวิต ท่านได้นำหน้าผู้คนทำพิธีฮัจญ์ (เรียกว่า ฮัจญ์อำลา) และได้แสดงธรรมเทศนาครั้งประวัติศาสตร์ ณ ทุ่งอารอฟะฮ์แห่งนี้ โดยเน้นย้ำเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และการห้ามหลั่งเลือดหรือเอาเปรียบซึ่งกันและกัน

ในแง่ของศาสนกิจ การไปรวมตัวกันที่ทุ่งอารอฟะฮ์เพื่อทำการ "วุกูฟ" (การสงบนิ่งและรวมตัวกัน) ตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันของวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮ์ ไปจนถึงดวงอาทิตย์ตกดิน ถือเป็น "รุก่น" (ข้อบังคับเด็ดขาด) ของการทำฮัจญ์ หากใครไม่ได้มาเข้าร่วมในช่วงเวลานี้ การทำฮัจญ์ในปีนั้นจะถือว่าใช้ไม่ได้ทันที ดังที่ท่านนบีมูฮัมหมัดเคยกล่าวไว้ว่า:

"การทำฮัจญ์ คือการมาร่วมที่อารอฟะฮ์" บันทึกโดย มุสลิม

ความประเสริฐของวันที่ 9 เดือนซุลฮิจญะฮ์
วันอารอฟะฮ์ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะกับผู้ที่ไปแสวงบุญที่ประเทศซาอุดีอาระเบียเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่มีความประเสริฐอย่างยิ่งสำหรับมุสลิมทั่วโลก โดยมีความดีงามที่ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานและวจนะของท่านนบีดังนี้:
1. เป็นวันที่ศาสนาอิสลามสมบูรณ์ครบถ้วน
เป็นวันที่พระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮ์) ได้ประทานโองการสุดท้ายที่ประกาศว่าศาสนาอิสลามได้ถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์แบบแล้วแก่ท่านนบีมูฮัมหมัด ขณะที่ท่านกำลังยืนเทศนาอยู่ที่ทุ่งอารอฟะฮ์
2. การถือศีลอดในวันนี้ช่วยลบล้างบาป 2 ปี
สำหรับมุสลิมที่ไม่ได้ไปทำฮัจญ์ การถือศีลอดในวันอารอฟะฮ์ (วันที่ 9 ซุลฮิจญะฮ์) ถือเป็นสุนัต (สิ่งทีแนะนำให้ทำ) ที่ให้ผลบุญยิ่งใหญ่มาก โดยท่านนบีมูฮัมหมัดกล่าวว่า:

“การถือศีลอดในวันอารอฟะฮ์นั้นข้าพเจ้าหวังว่าอัลลอฮ์จะทรงลบล้างความผิด(บาปขนาดเล็ก) ของปีที่ผ่านมาและปีถัดไป”
บันทึกโดย มุสลิม

3. วันที่พระองค์ทรงปลดปล่อยบ่าวจากไฟนรกมากที่สุด
เป็นวันที่พระผู้เป็นเจ้าจะทรงรับฟังคำวิงวอน (ดุอาอ์) ทรงอภัยโทษให้แก่ผู้ที่สำนึกผิด และทรงปลดปล่อยมนุษย์ให้พ้นจากไฟนรกในจำนวนที่มากกว่าวันอื่นๆ ในรอบปี
4. เป็นวันที่ดุอาอ์ (คำวิงวอน) ประเสริฐที่สุด
ท่านนบีมูฮัมหมัดแนะนำให้มุสลิมทุกคนขอดุอาอ์และกล่าวปฏิญาณตนให้มากๆ ในวันนี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ประตูแห่งความเมตตาเปิดกว้างที่สุด การวิงวอนขอพรในวันอารอฟะฮ์จึงถูกตอบรับได้ง่ายขึ้น
บรรยากาศของทุ่งอารอฟะฮ์ที่ผู้คนนับล้านแต่งกายด้วยผ้าสีขาวเหมือนกัน ยืนเคียงข้างกันโดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นและเชื้อชาติ เพื่อสวดมนต์และขออภัยโทษ จึงเป็นภาพสะท้อนถึงวันพิพากษาในโลกหน้า (วันกิยามะฮ์) ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องไปยืนต่อหน้าพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้าด้วยความนอบน้อมเช่นเดียวกัน 

บทความที่น่าสนใจ