อัลกุรอาน ทางนำของมุสลิม จากการอ่านสู่ความเข้าใจและการดำเนินชีวิต

อัลกุรอาน ทางนำของมุสลิม จากการอ่านสู่ความเข้าใจและการดำเนินชีวิต
อัลกุรอาน คือพระดำรัสของอัลลอฮ์ (ซบ) และเป็นทางนำสำหรับมนุษย์ การเรียนรู้อัลกุรอานจึงไม่ควรสิ้นสุดเพียงการอ่านตัวอักษรอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว หรือการท่องจำได้เป็นจำนวนมากเท่านั้น หากแต่เป้าหมายสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเข้าใจความหมาย ใคร่ครวญ และนำคำสอนของอัลกุรอานไปปฏิบัติในชีวิตจริง

อัลลอฮ์ตรัสเกี่ยวกับอัลกุรอานไว้ในซูเราะฮ์ ศอด อายะฮ์ที่ 29 ความหมายโดยสรุปว่า

“คัมภีร์อันจำเริญที่เราได้ประทานลงมายังเจ้า เพื่อพวกเขาจะได้ใคร่ครวญบรรดาโองการของมัน และเพื่อผู้มีสติปัญญาจะได้รับการเตือนสติ”

(อัลกุรอาน 38:29)

อายะฮ์นี้ทำให้เราเห็นว่า หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการประทานอัลกุรอานคือ ตะดับบุร (Tadabbur / تدبر) หรือการใคร่ครวญพิจารณาโองการต่าง ๆ มิใช่เพียงการเปล่งเสียงอ่านเท่านั้น

อ่านให้ถูก ท่องจำให้ได้ และเข้าใจให้ลึกซึ้ง

อิสลามให้ความสำคัญอย่างมากกับการเรียนและการสอนอัลกุรอาน ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ กล่าวว่า

“ผู้ที่ประเสริฐที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่เรียนรู้อัลกุรอานและสอนมัน”

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 5027

การเรียนอัลกุรอานจึงประกอบด้วยหลายมิติ ตั้งแต่การรู้จักตัวอักษร การอ่านอย่างถูกต้องตามหลัก ตัจวีด (Tajwid / تجويد) การท่องจำหรือ ตะห์ฟีซ (Tahfiz / تحفيظ) ไปจนถึงการศึกษาความหมายและ ตัฟซีร (Tafsir / تفسير) เพื่อทำความเข้าใจว่าอัลลอฮ์ทรงสอนอะไรแก่เรา

การอ่านอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ การท่องจำก็เป็นคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ แต่หากมุสลิมสามารถก้าวต่อไปสู่การเข้าใจสิ่งที่ตนเองอ่าน ก็จะทำให้อัลกุรอานมีบทบาทต่อความคิด จิตใจ และการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น

อัลลอฮ์ทรงตั้งคำถามไว้ว่า

“แล้วพวกเขาไม่ใคร่ครวญอัลกุรอานกระนั้นหรือ หรือว่าบนหัวใจของพวกเขามีกุญแจล็อกอยู่?”

(อัลกุรอาน 47:24)

คำถามนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความสัมพันธ์กับอัลกุรอานมิได้มีเพียงการอ่านด้วยลิ้น แต่ต้องไปถึงการรับรู้และการใคร่ครวญด้วยหัวใจและสติปัญญา

การเข้าใจอัลกุรอาน ไม่ใช่การตีความตามใจตนเอง

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้มุสลิมศึกษาความหมายของอัลกุรอาน มิได้หมายความว่าทุกคนสามารถเปิดอัลกุรอานแล้วกำหนดหลักศาสนาจากความเข้าใจส่วนตัวได้โดยไม่ต้องอาศัยองค์ความรู้

อัลกุรอานมีทั้งบริบทของการประทานโองการ ภาษาอาหรับ ศัพท์เฉพาะ หลักภาษา อายะฮ์ที่มีความหมายทั่วไปและเฉพาะ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างอัลกุรอานกับหะดีษและคำอธิบายของบรรดานักวิชาการ

ดังนั้น สำหรับมุสลิมทั่วไป การอ่านคำแปลที่ได้รับการตรวจสอบและศึกษาตัฟซีรจากนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่าการตีความอายะฮ์ขึ้นมาเอง โดยเฉพาะเมื่อต้องนำอายะฮ์ไปใช้ตัดสินประเด็นทาง อะกีดะฮ์ (Aqidah / عقيدة) หรือ ฟิกฮ์ (Fiqh / فقه)

การศึกษาความหมายจึงต้องเดินคู่กับความถ่อมตนทางวิชาการ เราควรพยายามเข้าใจอัลกุรอาน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรู้ว่าเรื่องใดสามารถเข้าใจในระดับทั่วไป และเรื่องใดจำเป็นต้องกลับไปหาผู้มีความรู้

อัลกุรอานกับซุนนะฮ์ ไม่ได้แข่งขันกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการศึกษาความหมายของอัลกุรอานไม่ควรถูกนำไปสร้างความเข้าใจว่า “เมื่อมีอัลกุรอานแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีซุนนะฮ์”

ในทางตรงกันข้าม อัลกุรอานเองเป็นผู้กำหนดสถานะของการเชื่อฟังท่านรอซูล ﷺ

อัลลอฮ์ตรัสในซูเราะฮ์อันนิสาอ์ อายะฮ์ที่ 59 ความหมายโดยสรุปว่า

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และจงเชื่อฟังรอซูล... และหากพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั้นกลับไปหาอัลลอฮ์และรอซูล...”

(อัลกุรอาน 4:59)

และอัลลอฮ์ยังตรัสถึงหน้าที่ของท่านนบี ﷺ ว่า พระองค์ได้ประทาน “อัซซิกร์” ลงมาแก่ท่าน เพื่อให้ท่านชี้แจงแก่มนุษย์ถึงสิ่งที่ถูกประทานลงมายังพวกเขา และเพื่อให้พวกเขาได้ใคร่ครวญ

(อัลกุรอาน 16:44)

ดังนั้น ในกรอบของอิสลามแบบ อะฮ์ลุซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ (Ahl al-Sunnah wa al-Jama‘ah / أهل السنة والجماعة) อัลกุรอานและซุนนะฮ์จึงมิใช่สองสิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

อัลกุรอานคือวะห์ยูและแหล่งทางนำสูงสุด ส่วนซุนนะฮ์ของท่านนบี ﷺ เป็นคำสอน แบบอย่าง และคำอธิบายที่ทำให้ประชาชาติสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามบทบัญญัติของอัลลอฮ์ได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อัลกุรอานสั่งให้มุสลิมดำรงละหมาด แต่รายละเอียดจำนวนร็อกอะฮ์ วิธีการละหมาด และการปฏิบัติในรายละเอียดจำนวนมาก เราเรียนรู้ผ่านแบบอย่างของท่านนบี ﷺ

ด้วยเหตุนี้ การกลับมาศึกษาอัลกุรอานอย่างจริงจังจึงไม่ใช่การลดคุณค่าของซุนนะฮ์ แต่กลับทำให้เราเห็นชัดยิ่งขึ้นว่า การปฏิบัติตามรอซูลเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามทางนำที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดไว้

จาก “อ่านอัลกุรอาน” สู่ “ใช้ชีวิตกับอัลกุรอาน”

ในหลายสังคมมุสลิม เด็ก ๆ ได้รับการฝึกอ่านอัลกุรอานตั้งแต่วัยเยาว์ นี่คือรากฐานที่มีคุณค่าอย่างยิ่งและควรรักษาไว้ แต่สิ่งที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ คือการทำให้เด็กและเยาวชนไม่เพียงถามว่า

“อายะฮ์นี้อ่านอย่างไร?”

แต่เริ่มถามด้วยว่า

“อายะฮ์นี้หมายความว่าอะไร?”

“อัลลอฮ์กำลังสอนอะไรแก่เรา?”

“เราจะนำสิ่งนี้ไปใช้กับชีวิตของเราอย่างไร?”

หากการศึกษาอัลกุรอานสามารถเชื่อมโยง การอ่าน (Recitation), การท่องจำ (Memorization), ความเข้าใจ (Understanding), การใคร่ครวญ (Tadabbur) และ การปฏิบัติ (Practice) เข้าด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับอัลกุรอานย่อมลึกซึ้งกว่าการอ่านเพื่อจบหนึ่งญุซหรือท่องจำเพื่อสอบผ่าน

เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงให้อัลกุรอานอยู่ในความทรงจำของเรา แต่คือการทำให้คำสอนของอัลกุรอานปรากฏอยู่ในความคิด จริยธรรม การตัดสินใจ ครอบครัว การทำงาน และการดำเนินชีวิตของเรา

อัลกุรอานคือทางนำ จึงต้องอ่านเพื่อเดินตามทางนำ

การอ่านอัลกุรอานเป็นอิบาดะฮ์ การท่องจำอัลกุรอานเป็นสิ่งประเสริฐ การศึกษาตัจวีดทำให้เราสามารถรักษาการอ่านให้ถูกต้อง และการศึกษาความหมายกับตัฟซีรทำให้เราเข้าใกล้สารที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์จะสื่อแก่บ่าวของพระองค์

สิ่งเหล่านี้จึงไม่ควรถูกนำมาแข่งขันกันว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร แต่ควรถูกพัฒนาให้เป็นกระบวนการเดียวกัน คือ

อ่านให้ถูก — ท่องจำเท่าที่สามารถ — ศึกษาความหมาย — ใคร่ครวญ — เรียนรู้จากผู้รู้ — และนำไปปฏิบัติ

เมื่อเกิดข้อสงสัยในหลักศาสนา เรากลับไปหาอัลกุรอานและซุนนะฮ์ตามหลักวิชาการ ดังที่อัลกุรอาน 4:59 กำหนดหลักการเอาไว้

เพราะอัลกุรอานไม่ได้ถูกประทานลงมาเพียงเพื่อให้มีเสียงอ่านอันไพเราะอยู่ในมัสยิด ไม่ได้มีไว้เพียงประดับบ้าน หรือถูกเปิดอ่านเฉพาะในบางวาระ

แต่ถูกประทานลงมาเพื่อเป็น ฮุดา (Hudā / هدى) — ทางนำ

และเมื่ออัลกุรอานคือทางนำ การให้เกียรติอัลกุรอานอย่างแท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการอ่านมัน แต่คือ การเรียนรู้ เข้าใจ เชื่อมั่น และพยายามดำเนินชีวิตตามทางที่อัลลอฮ์ทรงชี้นำ โดยมีแบบอย่างและคำอธิบายจากท่านนบีมุฮัมมัด เป็นแนวทางในการปฏิบัติ

นี่คือการทำให้อัลกุรอานไม่ได้อยู่เพียงบนริมฝีปาก แต่อยู่ในหัวใจ ความคิด และการดำเนินชีวิตของมุสลิมอย่างแท้จริง

 บทความที่น่าสนใจ