ออกไปเรียกร้องผู้คนสู่ศาสนา แล้วคนในบ้านถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่?

ออกไปเรียกร้องผู้คนสู่ศาสนา แล้วคนในบ้านถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่?
“ดะอ์วะฮ์” คือการเชิญชวนผู้คนไปสู่แนวทางของอัลลอฮ์ด้วยวิทยปัญญา คำตักเตือนที่ดี และการเป็นแบบอย่างที่งดงาม งานนี้จึงเป็นภารกิจที่มีเกียรติและมีคุณค่าอย่างยิ่งในอิสลาม แต่เมื่อคำว่า “ดะอ์วะฮ์” ถูกนำมาใช้กับการเดินทางเป็นหมู่คณะ จากมัสยิดหนึ่งไปยังอีกมัสยิดหนึ่ง บางครั้งสภาพที่ปรากฏกลับทำให้ผู้พบเห็นอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ผู้ที่ออกเดินทางเหล่านั้นมีความพร้อมเพียงใด ทั้งด้านความรู้ ค่าใช้จ่าย และความรับผิดชอบต่อครอบครัว

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อดูหมิ่นผู้ทำงานศาสนา แต่เพื่อถามอย่างจริงใจว่า หากการทำดะอ์วะฮ์เป็นการเชิญชวนผู้คนไปสู่ความถูกต้อง ตัวผู้เชิญชวนเองก็ควรสะท้อนความถูกต้องนั้นออกมาด้วยมิใช่หรือ?

เมื่อความตั้งใจดีอาจไม่เพียงพอ

ผู้ที่ออกทำงานดะอ์วะฮ์จำนวนหนึ่งอาจมีความตั้งใจดี ต้องการเสียสละเวลาและความสุขส่วนตัวเพื่อฟื้นฟูศรัทธาของตนเองและผู้อื่น ความจริงใจเช่นนี้สมควรได้รับการยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจดีไม่สามารถทดแทนความรู้ที่ถูกต้องได้

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อบุคคลซึ่งยังไม่มีพื้นฐานศาสนาที่มั่นคง นำสิ่งที่ได้ยินหรือจดจำจากผู้อื่นไปถ่ายทอดต่อราวกับเป็นข้อวินิจฉัยที่แน่นอน บางคนอาจเล่าเรื่องศาสนาโดยไม่ตรวจสอบหลักฐาน บางคนอธิบายเรื่องฮาลาล–ฮะรอม อากีดะฮ์ หรือพิธีปฏิบัติทั้งที่ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ

การเรียนรู้จากกันและกันไม่ใช่เรื่องผิด แต่การนำความรู้ที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบไปกล่าวในนามของศาสนาอาจสร้างความเข้าใจผิด และความเข้าใจผิดนั้นอาจถูกส่งต่อไปเป็นทอด ๆ จนผู้คนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือหลักฐาน และสิ่งใดเป็นเพียงธรรมเนียมของกลุ่ม

อัลกุรอานกำชับให้เชิญชวนผู้คนไปสู่แนวทางของพระผู้เป็นเจ้าด้วยวิทยปัญญาและคำตักเตือนที่ดี ดังนั้น ผู้ทำดะอ์วะฮ์จึงต้องมีทั้งความจริงใจ ความรู้ มารยาท และสติปัญญาในการพิจารณาสภาพของผู้ฟัง

ผู้ทำดะอ์วะฮ์ต้องเป็นปราชญ์หรือไม่?

การกล่าวว่าผู้ทำดะอ์วะฮ์ทุกคนต้องเป็นปราชญ์อาจเป็นเงื่อนไขที่สูงเกินไป เพราะมุสลิมทั่วไปสามารถเชิญชวนกันไปสู่ความดีที่ตนรู้แน่นอนได้ เช่น การละหมาด ความซื่อสัตย์ การละเว้นสิ่งมึนเมา หรือการมีมารยาทที่ดี

แต่สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องรู้ขอบเขตความรู้ของตนเอง

เรื่องใดรู้พร้อมหลักฐาน ก็สามารถบอกกล่าวด้วยความสุภาพ
เรื่องใดไม่แน่ใจ ควรกล่าวตรง ๆ ว่า “ฉันไม่รู้”
เรื่องใดเป็นปัญหาซับซ้อน ควรส่งต่อให้ผู้รู้ที่มีคุณสมบัติ

ผู้ทำดะอ์วะฮ์ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ต้องไม่พูดทุกเรื่องราวกับตนเองรู้ การกล่าวว่า “ไม่รู้” ไม่ได้ลดเกียรติของผู้เผยแผ่ศาสนา ตรงกันข้าม มันแสดงถึงความซื่อสัตย์ต่อความรู้และความยำเกรงต่ออัลลอฮ์

เช่นเดียวกัน การตัดสินว่าความเชื่อหรือการปฏิบัติของผู้อื่นเป็น “บิดอะฮ์” ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ โดยอาศัยหลักฐานและคำอธิบายจากผู้รู้ ไม่ควรใช้คำดังกล่าวตัดสินสมาชิกทั้งกลุ่มจากสิ่งที่เห็นเพียงบางส่วน

ออกจากบ้านเพื่อศาสนา แล้วคนที่บ้านอยู่อย่างไร?

นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุด

ชายคนหนึ่งอาจเดินทางออกไปกล่าวเตือนผู้คนเรื่องศรัทธา แต่ในเวลาเดียวกัน ภรรยาอาจกำลังขาดเงินใช้ ลูกอาจไม่มีค่าเล่าเรียน หนี้สินอาจไม่มีผู้รับผิดชอบ หรือครอบครัวอาจต้องขอความช่วยเหลือจากญาติและเพื่อนบ้าน

หากเกิดสภาพเช่นนี้ขึ้น เรายังสามารถเรียกการเดินทางนั้นว่าเป็นการเสียสละเพื่อศาสนาได้อย่างเต็มปากหรือไม่?

อิสลามไม่ได้สอนให้มนุษย์ทอดทิ้งหน้าที่หนึ่งเพื่อไปทำอีกหน้าที่หนึ่งซึ่งตนเลือกเอง อัลกุรอานสั่งให้ผู้ศรัทธาปกป้องทั้งตนเองและครอบครัว ขณะที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เตือนว่าการละเลยผู้ที่อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของตนนั้นเป็นบาปที่ร้ายแรง

ด้วยเหตุนี้ การดูแลภรรยาและลูกจึงไม่ใช่อุปสรรคต่อการทำงานศาสนา แต่เป็นงานศาสนาโดยตรง

ก่อนออกเดินทาง ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวควรถามตนเองอย่างน้อยว่า

  • ได้จัดเตรียมค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเล่าเรียน และค่ารักษาพยาบาลไว้เพียงพอหรือไม่

  • มีหนี้หรือภาระใดที่ถูกโยนให้ครอบครัวรับผิดชอบแทนหรือไม่

  • ภรรยาเห็นชอบอย่างแท้จริง หรือยอมเพราะถูกกดดันด้วยเหตุผลทางศาสนา

  • ลูกมีผู้ดูแลที่เหมาะสมหรือไม่

  • หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เขาสามารถกลับมารับผิดชอบได้อย่างไร

  • การหยุดงานจะทำลายรายได้และความมั่นคงระยะยาวของครอบครัวหรือไม่

ครอบครัวไม่จำเป็นต้องร่ำรวยหรือใช้ชีวิตอย่างหรูหราระหว่างที่เขาไม่อยู่ แต่ต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน ปลอดภัย และไม่ถูกบังคับให้รับภาระจากการตัดสินใจของผู้ออกเดินทาง

ความสมถะกับการเป็นภาระแก่ผู้อื่นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ผู้ทำงานดะอ์วะฮ์บางคณะพักอาศัยในมัสยิด ใช้ชีวิตเรียบง่าย และรับประทานอาหารที่เจ้าภาพสมัครใจจัดให้ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการขอทานโดยอัตโนมัติ ความสมถะและการต้อนรับแขกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมุสลิมหลายพื้นที่

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “การยินดีต้อนรับ” กับ “การผลักภาระให้ชุมชน”

หากคณะเดินทางไม่มีการเตรียมค่าใช้จ่าย ขอเงินหรืออาหารจากผู้อื่นเป็นประจำ กดดันมัสยิดให้รับผิดชอบ หรือออกเดินทางทั้งที่รู้ว่าครอบครัวของตนกำลังลำบาก การตั้งคำถามต่อพฤติกรรมเหล่านั้นย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

ความสมถะคือการลดความต้องการของตนเอง แต่การเป็นภาระคือการนำความต้องการของตนไปวางไว้บนบ่าของผู้อื่น ทั้งสองอย่างอาจดูคล้ายกันจากภายนอก แต่มีความหมายทางศีลธรรมแตกต่างกันมาก

รูปลักษณ์ที่เก่าโทรมหรือฐานะยากจนไม่ใช่หลักฐานว่าบุคคลนั้นไม่ดี และความยากจนไม่ควรถูกนำมาเป็นเหตุลดคุณค่าของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน ความจริงใจและความยากจนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นจากหน้าที่ในการเตรียมตัวและรับผิดชอบผลจากการตัดสินใจของตน

ดะอ์วะฮ์ที่แท้จริงอาจเริ่มจากคนใกล้ตัวที่สุด

บางครั้งมนุษย์ต้องการเปลี่ยนแปลงคนที่อยู่ไกล เพราะการกลับมาจัดการปัญหาภายในบ้านของตนเองนั้นยากกว่า

การเดินทางไปกล่าวเตือนคนแปลกหน้าอาจทำให้รู้สึกว่าตนกำลังทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ แต่การอดทนทำงานหาเลี้ยงครอบครัว รับฟังภรรยา ดูแลลูก สอนศาสนาด้วยความอ่อนโยน ชำระหนี้ และรักษาสัญญา อาจเป็นดะอ์วะฮ์ที่หนักกว่าและจริงแท้กว่า

คนในบ้านมองเห็นตัวตนของเราในเวลาที่ไม่มีเวที ไม่มีผู้ชื่นชม และไม่มีภาพลักษณ์ทางศาสนาคอยปกป้อง หากเราพูดกับคนภายนอกเรื่องความรับผิดชอบ แต่ทิ้งภาระทั้งหมดไว้ให้ครอบครัว คำพูดของเราก็อาจดังไกล แต่ไม่มีน้ำหนัก

แบบอย่างที่ดีจึงสำคัญกว่าคำพูดจำนวนมาก เพราะบางครั้งพฤติกรรมที่ไม่น่าประทับใจของผู้เผยแผ่เพียงไม่กี่คน อาจทำให้ผู้คนเข้าใจผิดและเกิดอคติต่อหลักศาสนาที่งดงามทั้งหมด

อย่าเหมารวม แต่ก็อย่าหยุดตั้งคำถาม

ย่อมไม่ยุติธรรมหากจะตัดสินสมาชิกทุกคนของกลุ่มดะอ์วะฮ์จากประสบการณ์ที่ไม่ดีกับคนเพียงบางกลุ่ม ในหมู่ผู้เดินทางย่อมมีทั้งผู้มีความรู้ ผู้มีความรับผิดชอบ ผู้มีความจริงใจ และผู้ที่สามารถจัดการครอบครัวของตนได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การไม่เหมารวมไม่ได้หมายความว่าเราต้องปิดตาต่อปัญหา การวิจารณ์อย่างมีหลักฐานและเป็นธรรมสามารถช่วยให้งานดะอ์วะฮ์รักษาเกียรติและบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงได้

คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “เขาออกดะอ์วะฮ์กี่วัน?” หรือ “เขาเดินทางมาไกลเพียงใด?” แต่ควรถามด้วยว่า

เขาศึกษาสิ่งที่จะนำไปพูดมาดีพอหรือยัง?
เขาปฏิบัติต่อผู้คนด้วยวิทยปัญญาหรือไม่?
เขาเตรียมค่าใช้จ่ายของตนเองหรือยัง?
และที่สำคัญ—คนในบ้านของเขาได้รับการดูแลแล้วหรือไม่?

บทสรุป

การดะอ์วะฮ์เป็นงานอันทรงเกียรติ แต่เกียรติของงานไม่ได้ทำให้ทุกวิธีการที่ทำในนามของงานนั้นถูกต้องโดยอัตโนมัติ

ความตั้งใจดีต้องเดินคู่กับความรู้
การเสียสละต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ
ความสมถะต้องไม่กลายเป็นการผลักภาระให้ผู้อื่น
และการเรียกร้องคนภายนอกสู่ความดีต้องไม่แลกมาด้วยความทุกข์ของคนในบ้าน

หากบุคคลยังไม่มีความรู้เพียงพอ เขาควรเรียนรู้ก่อนกล่าวในเรื่องที่ซับซ้อน หากยังไม่มีความพร้อมด้านค่าใช้จ่าย เขาควรจัดการภาระของตนก่อนออกเดินทาง และหากภรรยากับลูกยังต้องลำบากเพราะการจากไปของเขา บางทีพื้นที่ดะอ์วะฮ์ที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่มัสยิดในเมืองอันห่างไกล

แต่อาจเป็นบ้านที่เขากำลังจะเดินออกจากประตูไปนั่นเอง 

บทความที่น่าสนใจ