10 สิ่งที่มักทำให้มุสลิมตกศาสนา


สิ่งที่มักทำให้มุสลิมตกศาสนานั้น มีอยู่ 10 ประการหลักๆ ดังที่ท่านอิหม่าม ชัยคฺ มุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮฺฮาบ และอุละมาอ์ท่านอื่นๆ ได้กล่าวถึง ซึ่งในตรงนี้ข้าพเจ้าขอสรุปสั้นๆ....


10 สิ่งที่มักทำให้มุสลิมตกศาสนา

สิ่งที่มักทำให้มุสลิมตกศาสนานั้น มีอยู่ 10 ประการหลักๆ ดังที่ท่านอิหม่าม ชัยคฺ มุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮฺฮาบ และอุละมาอ์ท่านอื่นๆ ได้กล่าวถึง ซึ่งในตรงนี้ข้าพเจ้าขอสรุปสั้นๆ เพื่อเป็นเกราะป้องกันในการที่จะหลีกห่างจากมันและรักษาไว้ซึ่งตัวตนของความเป็นมุสลิมของพวกท่านและคนอื่นๆ  ข้าพเจ้าหวังอย่างยิ่งว่าพวกเราจะได้รับความปลอดภัยและหายขาดจากโรคร้ายดังกล่าวนี้  ซึ่งจะขออธิบายและเพิ่มเติมบางส่วนดังนี้

ประการแรก คือ การตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ (ชิริก) ในการประกอบอิบาดะฮฺ ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า : 

إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَغۡفِرُ أَن يُشۡرَكَ بِهِۦ وَيَغۡفِرُ مَا دُونَ ذَٰلِكَ لِمَن يَشَآءُۚ  النساء: ٤٨

ความว่า : “แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺจะไม่อภัยให้ในกรณีที่มีการตั้งภาคีกับพระองค์ และพระองค์จะทรงอภัยให้ในความผิดที่นอกเหนือจากการตั้งภาคีสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์” (อัน-นิสาอ์ : 48)

และพระองค์ยังตรัสอีกว่า :

إِنَّهُۥ مَن يُشۡرِكۡ بِٱللَّهِ فَقَدۡ حَرَّمَ ٱللَّهُ عَلَيۡهِ ٱلۡجَنَّةَ وَمَأۡوَىٰهُ ٱلنَّارُۖ وَمَا لِلظَّٰلِمِينَ مِنۡ أَنصَارٖ ٧٢  المائ‍دة: ٧

ความว่า : “แท้จริงแล้วผู้ใดที่ตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์จะกำหนดให้เขาเป็นบุคคลต้องห้ามในการเข้าสวรรค์และสถานที่ของเขาคือนรก และไม่มีการช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้นสำหรับผู้อธรรม (ผู้ตั้งภาคี)” (อัล-มาอิดะฮฺ : 72)

ส่วนหนึ่งในรูปแบบของการตั้งภาคี คือ การขอดุอาอ์จากผู้ตาย การขอความช่วยเหลือจากผู้ตาย การบนบานและเชือดพลีสำหรับผู้ตาย ดังที่ผู้คนเชือดพลีให้กับญินหรือสุสานต่างๆ

ประการที่สอง คือ ผู้ที่ใช้สื่อกลางระหว่างเขากับอัลลอฮฺ ซึ่งพวกเขาได้ขอวิงวอนต่อสื่อ และพวกเขาก็ขอความช่วยเหลือจากสื่อ ตลอดจนมอบหมายการงานทุกอย่างไว้กับสื่อ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นกุฟรฺ ตามมติเอกฉันท์ของอุละมาอ์อิสลาม

ประการที่สาม คือ ผู้ที่ปฏิเสธการเป็นการฟิรฺของพวกมุชริกีนหรือมีข้อสงสัยในความเป็นกาฟิรฺของพวกเขาหรือเห็นว่าศาสนาของพวกเขานั้นถูกต้องแล้ว

ประการที่สี่ คือ ผู้ที่เชื่อและศรัทธาว่า มีทางนำที่ดีกว่าและสมบูรณ์กว่าทางนำของท่านศาสนาทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือเชื่อและศรัทธาว่า บทบัญญัติของผู้อื่นดีกว่าบทบัญญัติของท่านศาสนทูตมุหัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เหมือนกับผู้เชื่อว่าบทบัญญัติที่ไม่ได้มากจากอิสลามดีกว่าบทบัญญัติที่มาจากอิสลาม เขาคือกาฟิรฺ

ประการที่ห้า คือ ผู้ที่รังเกียจหรือเกลียดชังส่วนใดส่วนหนึ่งในสิ่งที่ท่านศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้นำเสนอ ถึงแม้ว่าเขาจะปฏิบัติสิ่งดังกล่าวอยู่ก็ตามที เขาคือกาฟิรฺ ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า :
ذَٰلِكَ بِأَنَّهُمۡ كَرِهُواْ مَآ أَنزَلَ ٱللَّهُ فَأَحۡبَطَ أَعۡمَٰلَهُمۡ ٩  محمد: ٩ 

ความว่า : “ดังนั้น เพราะพวกเขาเกลียดชังในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานลงมา ดังนั้น พระองค์จึงทำให้การงานของเขานั้นมลายไป” (มุหัมมัด : 9 )

ประการที่หก คือ ผู้ที่เย้ยหยัน ล้อเลียนส่วนใดส่วนหนึ่งที่เป็นศาสนาของท่านศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งที่เป็นเรื่องของผลบุญหรือเรื่องของการลงโทษ เขาคือกาฟิรฺ ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า:

 قُلۡ أَبِٱللَّهِ وَءَايَٰتِهِۦ وَرَسُولِهِۦ كُنتُمۡ تَسۡتَهۡزِءُونَ ٦٥ لَا تَعۡتَذِرُواْ قَدۡ كَفَرۡتُم بَعۡدَ إِيمَٰنِكُمۡۚ  التوبة: ٦٥-٦٦ 

ความว่า : “จงกล่าวเถิด(มุหัมมัด)ว่า กับพระองค์อัลลอฮฺ กับโองการของพระองค์ และกับศาสนทูตของพระองค์กระนั้นหรือที่พวกท่านล้อเลียนกัน ? ไม่ต้องขออภัยเลย แท้จริง พวกท่านทั้งหลายได้ปฏิเสธ หลังจากที่พวกท่านศรัทธาแล้ว” (อัต-เตาบะฮฺ : 65-66 )

ประการที่เจ็ด คือ สิหิรฺ หมายถึง ไสยศาสตร์ ซึ่งผู้ใดที่กระทำการสิหิรฺและยอมรับมัน เขาคือกาฟิรฺ ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า :

وَمَا يُعَلِّمَانِ مِنۡ أَحَدٍ حَتَّىٰ يَقُولَآ إِنَّمَا نَحۡنُ فِتۡنَةٞ فَلَا تَكۡفُرۡۖ  البقرة: ١٠٢ 

ความว่า : “และเขาทั้งสอง(ฮารูต กับ มารูต)ไม่ได้สอน(การสิหิรฺ)แก่คนหนึ่งคนใด เว้นแต่ว่าทั้งสองจะกล่าวเตือนก่อนว่า แท้จริงเราคือฟิตนะฮฺ(บททดสอบ) ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าปฏิเสธศรัทธา” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ :102 )

ประการที่แปด คือ ร่วมมือกับบรรดามุชริกีนศัตรูของอัลลอฮฺและช่วยเหลือพวกมุชริกีนเพื่อทำลายมุสลิมด้วยกันเอง ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า :

وَمَن يَتَوَلَّهُم مِّنكُمۡ فَإِنَّهُۥ مِنۡهُمۡۗ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهۡدِي ٱلۡقَوۡمَ ٱلظَّٰلِمِينَ ٥١  المائ‍دة: ٥١

ความว่า : “และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่เอาพวกเขา(กาฟิรฺ)เป็นเพื่อนสนิท แท้จริงแล้วเขาคนนั้นก็คือสมาชิกหนึ่งในหมู่พวกเขา แท้จริง อัลลอฮฺจะไม่ให้ทางนำสำหรับกลุ่มผู้ที่อธรรม” (อัล-มาอิดะฮฺ : 51 )

ประการที่เก้า คือ ผู้ที่เชื่อว่ามุสลิมนั้นมีสิทธิที่จะออกห่าง ปลีกตัวไป หรือไม่ต้องใช้ชะรีอะฮฺ/บทบัญญัติศาสนาของท่านศาสนทูต มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวัสลัม ได้ เหมือนกรณีที่คิฎิรฺมีสิทธิไม่ใช้ชะรีอะฮฺของนบีมูซาได้ ใครที่เชื่อเช่นนั้นเขาก็คือกาฟิรฺ ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า :

 وَمَن يَبۡتَغِ غَيۡرَ ٱلۡإِسۡلَٰمِ دِينٗا فَلَن يُقۡبَلَ مِنۡهُ وَهُوَ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ ٨٥   آل عمران: ٨٥ 

ความว่า : “และผู้ใดที่ค้นหาวิถีชีวิตที่นอกเหนือจากวิถีชีวิตของอิสลามมาเป็นวิถีชีวิตของพวกเขาแล้ว ไม่มีโอกาสเลยที่การงานของพวกเขาจะถูกตอบรับ และในวันกิยามะฮฺเขาคือผู้ที่ขาดทุน” (อาล อิมรอน : 85 )

ประการที่สิบ คือ การหันเห ผินหลังออกจากศาสนาของอัลลอฮฺ โดยไม่ได้มีการเรียนรู้และไม่มีการปฏิบัติใดๆ ทั้งสิ้นในสิ่งที่มีอยู่ในศาสนาอิสลาม ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า :

 وَمَنۡ أَظۡلَمُ مِمَّن ذُكِّرَ بِ‍َٔايَٰتِ رَبِّهِۦ ثُمَّ أَعۡرَضَ عَنۡهَآۚ إِنَّا مِنَ ٱلۡمُجۡرِمِينَ مُنتَقِمُونَ ٢٢  السجدة: ٢٢

ความว่า : “และใครเล่าที่จะอธรรมมากไปกว่าผู้ที่ถูกเตือนสติด้วยอายะฮฺของอัลลอฮฺ แต่แล้วเขาก็ผินหลังให้ แท้จริงแล้ว เราจะเอาโทษกับบรรดาผู้ที่อธรรมทั้งหลาย” (อัส-สัจญ์ดะฮฺ : 22)

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาในข้างต้นนี้ไม่ได้มีข้อแตกต่างอะไรเลย ระหว่างผู้ทำเล่นๆ หรือทำจริงๆ หรือผู้ที่ตกอยู่ในสภาพแห่งความหวาดกลัว เว้นแต่กรณีผู้ที่ถูกบังคับเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อันตรายยิ่งและเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมากที่สุด 

ดังนั้น สมควรอย่างยิ่งสำหรับมุสลิมทุกคนที่ระมัดระวังและยับยั้งตนเอง ซึ่งเราขอความคุ้มครองต่อพระองค์อัลลอฮฺให้ทรงทำให้เราห่างไกลจากสิ่งที่จะทำให้เราต้องตกอยู่ภายใต้การโกรธกริ้วของพระองค์ด้วยเถิด อามีน

 ที่มา:   islamhouse.com

อัพเดทล่าสุด