โลกยุคใหม่ ที่การทักทายกลายเป็นเรื่องแปลก เมื่อคำว่า “อัสสลามุอะลัยกุม” ค่อย ๆ หายไปจากสังคมมุสลิม

โลกยุคใหม่ ที่การทักทายกลายเป็นเรื่องแปลก เมื่อคำว่า “อัสสลามุอะลัยกุม” ค่อย ๆ หายไปจากสังคมมุสลิม
ทุกวันนี้มนุษย์สามารถส่งข้อความข้ามโลกได้ภายในไม่กี่วินาที รู้ว่าใครกำลังกินอะไร ไปเที่ยวที่ไหน หรือกำลังคิดเรื่องอะไร แต่กลับไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของคนที่อาศัยอยู่บ้านติดกัน

เราอาจกดไลก์ให้คนแปลกหน้าวันละหลายสิบคน แต่เมื่อเดินผ่านพี่น้องมุสลิมในมัสยิด กลับทำเหมือนไม่เคยเห็นกันมาก่อน บางคนมองหน้าจอจนเกือบชนกัน แต่ไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมากล่าวว่า

“อัสสลามุอะลัยกุม”

น่าแปลกที่โลกมีเครื่องมือสื่อสารมากขึ้น แต่ผู้คนกลับสื่อสารกันน้อยลง โดยเฉพาะการสื่อสารที่เริ่มต้นด้วยคำขอพรและความปรารถนาดี

“สลาม” ไม่ใช่เพียงคำทักทาย

คำว่า “อัสสลามุอะลัยกุม” มีความหมายว่า “ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่าน” จึงไม่ใช่เพียงคำว่า “สวัสดี” ในรูปแบบภาษาอาหรับ แต่เป็นทั้งการทักทาย การขอดุอาอ์ และการประกาศเจตนาว่า

“ท่านปลอดภัยจากคำพูดและการกระทำของฉัน”

เมื่อเรากล่าวสลาม เรากำลังมอบความสงบ ความเมตตา และความไว้วางใจให้แก่อีกฝ่าย ก่อนจะถามชื่อ ก่อนจะรู้ตำแหน่งหน้าที่ และก่อนจะรู้ว่าเขามีประโยชน์อะไรต่อเรา

อัลลอฮ์ทรงสั่งว่า เมื่อมีผู้กล่าวคำทักทายแก่เรา ก็ให้ตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ดีกว่า หรืออย่างน้อยให้ตอบกลับอย่างเท่าเทียมกัน ดังปรากฏในซูเราะฮ์อันนิสาอ์ อายะฮ์ที่ 86 ว่า

“และเมื่อพวกเจ้าได้รับการทักทายด้วยคำทักทายใด ก็จงทักทายตอบด้วยคำที่ดีกว่านั้น หรือจงตอบกลับเช่นเดียวกัน แท้จริงอัลลอฮ์ทรงคำนวณในทุกสิ่งทุกอย่าง”

หลักการนี้ชัดเจนจนแทบไม่ต้องตีความเพิ่มเติม เมื่อมีคนมอบความปรารถนาดีให้เรา ศาสนาสอนให้เราตอบกลับด้วยสิ่งที่ดีไม่น้อยกว่าเดิม ไม่ใช่ปล่อยให้คำสลามลอยอยู่กลางอากาศ ขณะที่เรายังคงก้มหน้าดูโทรศัพท์ต่อไป อัลกุรอาน 4:86

สังคมที่แบ่งสลามตามระดับความสนิท

ปัญหาหนึ่งของสังคมปัจจุบันคือ เราเริ่มกล่าวสลามเฉพาะกับ “คนของเรา”

ถ้ารู้จักกันก็กล่าวสลาม
ถ้าอยู่กลุ่มเดียวกันก็ยิ้มให้
ถ้ามีตำแหน่งสูงก็รีบเดินเข้าไปจับมือ
แต่ถ้าเป็นคนธรรมดา คนต่างถิ่น หรือแต่งกายไม่เหมือนเรา บางครั้งแม้แต่สายตาก็ไม่อยากมอง

ทั้งที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ถูกถามว่า การกระทำใดในอิสลามที่ประเสริฐ ท่านตอบว่า

“การให้อาหารแก่ผู้คน และการกล่าวสลามแก่ผู้ที่ท่านรู้จักและผู้ที่ท่านไม่รู้จัก”

นั่นหมายความว่า สลามไม่ได้ถูกสงวนไว้สำหรับเพื่อนสนิท สมาชิกกลุ่มเดียวกัน หรือบุคคลที่เราคาดว่าจะได้ประโยชน์ตอบแทน หากเรากล่าวสลามเฉพาะคนที่รู้จัก เราอาจกำลังทักทายตามมารยาทของสังคม แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติตามความงดงามของสุนนะฮ์อย่างสมบูรณ์ เศาะฮีห์อัลบุคอรี หะดีษที่ 6236

ออนไลน์ตอบเร็ว แต่ต่อหน้ากลับเงียบ

ในโลกออนไลน์ บางคนตอบข้อความได้ภายในไม่กี่วินาที โดยเฉพาะเมื่อผู้ส่งเป็นลูกค้า ผู้บริหาร หรือบุคคลสำคัญ แต่เมื่อคนธรรมดากล่าวสลามต่อหน้า กลับตอบเพียงพยักหน้าเบา ๆ หรือทำเสียงในลำคอจนอีกฝ่ายต้องเดาเอาเองว่า นั่นคือคำตอบรับสลามหรืออาการเจ็บคอ

เรามีเวลาพิมพ์ความคิดเห็นยาวหลายย่อหน้าเพื่อเอาชนะคนที่ไม่เคยพบหน้า แต่กลับรู้สึกว่าการกล่าว “วะอะลัยกุมุสสลาม” ให้ชัดเจนนั้นเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเวลา

เราแชร์คำสอนเรื่องความรักของพี่น้องมุสลิมได้ทุกวัน แต่เมื่อพบกันจริงกลับเดินผ่านกันเหมือนเป็นเพียงฉากหลังในชีวิตของตนเอง

คำสอนอิสลามไม่ได้ต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ศรัทธาอยู่แค่ในโพสต์หรือคำคม ท่านนบี ﷺ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเผยแผ่สลามเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ความรักเกิดขึ้นระหว่างผู้ศรัทธา เศาะฮีห์มุสลิม หะดีษที่ 54a

สลามหนึ่งคำ อาจเปลี่ยนบรรยากาศได้ทั้งวัน

เราไม่รู้ว่าคนที่เดินสวนกันกำลังเผชิญอะไรอยู่ บางคนอาจกำลังกังวลเรื่องครอบครัว บางคนเพิ่งสูญเสียงาน บางคนรู้สึกแปลกแยกในชุมชน หรือบางคนอาจมามัสยิดเป็นครั้งแรกโดยไม่รู้จักใครเลย

สลามที่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ พร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ อาจทำให้เขารู้ว่า อย่างน้อยสถานที่แห่งนี้ยังมีคนมองเห็นเขาในฐานะพี่น้องร่วมศรัทธา

การกล่าวสลามไม่ต้องใช้งบประมาณ ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการ ไม่ต้องจัดโครงการ และไม่ต้องรอการอนุมัติจากใคร แต่กลับสามารถลดระยะห่างระหว่างคนสองคนได้ทันที

หลายชุมชนพยายามสร้าง “ความสามัคคี” ผ่านกิจกรรมขนาดใหญ่ แต่บางครั้งสิ่งที่ขาดหายกลับเป็นเพียงการทักทายกันในชีวิตประจำวัน เพราะความสามัคคีไม่ได้เริ่มต้นบนเวทีเสมอไป แต่อาจเริ่มจากคนหนึ่งยอมวางโทรศัพท์ เงยหน้าขึ้น และกล่าวสลามกับอีกคนก่อน

อย่ารอให้อีกฝ่ายเริ่ม

บางคนไม่กล่าวสลามเพราะคิดว่า “เขาก็ไม่เคยทักฉันก่อน”

เมื่อทุกคนรอให้อีกฝ่ายเริ่ม ความเงียบจึงกลายเป็นธรรมเนียม และความห่างเหินก็ค่อย ๆ ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความสำรวม

การเริ่มกล่าวสลามก่อนไม่ได้ทำให้เกียรติของเราลดลง ตรงกันข้าม มันแสดงว่าเรายอมให้คำสอนของศาสนาอยู่เหนืออัตตา เราไม่จำเป็นต้องรอให้อีกฝ่ายมีตำแหน่งมากพอ สนิทมากพอ หรือยิ้มให้เราก่อน จึงค่อยยอมมอบความปรารถนาดีให้เขา

หากเราอยากเห็นสังคมมุสลิมอบอุ่นขึ้น ก็ไม่ควรรอให้ “สังคม” เป็นผู้เริ่ม เพราะสังคมไม่มีปาก ผู้คนต่างหากที่เป็นผู้กล่าวสลาม

เริ่มต้นใหม่ด้วยถ้อยคำง่าย ๆ

ครั้งต่อไปเมื่อเข้ามัสยิด เข้าไปในบ้าน พบเพื่อนร่วมงาน พบเพื่อนบ้าน หรือเดินสวนกับพี่น้องมุสลิม อย่าปล่อยให้ความเขิน ความถือตัว หรือหน้าจอโทรศัพท์ช่วงชิงโอกาสทำความดีไปจากเรา

กล่าวให้ชัดเจนว่า

“อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะห์มะตุลลอฮ์”

และเมื่อได้รับสลาม จงตอบกลับอย่างตั้งใจ ไม่ใช่ตอบเพียงเพื่อให้พ้นหน้าที่ แต่ให้ตอบด้วยความหมายจากหัวใจว่า

“ขอความสันติสุขและความเมตตาของอัลลอฮ์จงประสบแด่ท่านเช่นกัน”

เพราะในสังคมที่ผู้คนส่งข้อความหากันตลอดเวลา แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น บางทีสิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่ช่องทางสื่อสารใหม่ล่าสุด

แต่อาจเป็นการนำคำทักทายที่งดงามที่สุดกลับมาใช้ให้มากขึ้นอีกครั้ง 

บทความที่น่าสนใจ