แค่ซุนนีกับชีอะฮ์ก็ปวดหัวแล้ว มัซฮับมาอีกได้ยังไง

แค่ซุนนีกับชีอะฮ์ก็ปวดหัวแล้ว มัซฮับมาอีกได้ยังไง
คนเพิ่งเริ่มอ่านเรื่องอิสลามอาจนึกว่าพอจำคำว่า “ซุนนี” กับ “ชีอะฮ์” ได้ก็พักได้แล้ว พอเปิดหน้าถัดไป ฮะนะฟี มาลิกี ชาฟิอี และฮัมบะลีก็มาพร้อมกันสี่ชื่อ จากที่ตั้งใจจะทำความเข้าใจเพื่อนบ้าน กลายเป็นรู้สึกเหมือนกำลังท่องรายชื่อผู้สมัครก่อนเข้าคูหา

ยิ่งมีคนแปล “มัซฮับ” ว่า “สายความเชื่อ” ก็ยิ่งชวนให้คิดว่าทุกชื่อคือฝ่ายใหม่ที่ต้องเลือกข้าง ทั้งที่คนคนเดียวเป็นทั้งซุนนีและชาฟิอีได้สบาย ๆ คำแรกบอกว่าเขาอยู่ในประเพณีอิสลามกลุ่มใหญ่กลุ่มไหน ส่วนคำหลังบอกว่าเขาอาศัยแนววินิจฉัยของสำนักไหนในเรื่องการปฏิบัติ

คำถามคนละเรื่อง ดันถูกเรียกรวมว่า “สาย”

ความแตกต่างระหว่างซุนนีกับชีอะฮ์มีรากจากคำถามว่าใครควรนำชุมชนมุสลิมหลังท่านนบีมุฮัมมัดเสียชีวิต จากจุดนั้น ทั้งสองกลุ่มพัฒนาความเข้าใจเรื่องผู้นำและอำนาจทางศาสนาของตนเองตามประวัติศาสตร์

ส่วนมัซฮับในความหมายที่พูดกันเรื่องการปฏิบัติ คือสำนักทาง ฟิกฮ์ หรือวิชาวินิจฉัยข้อปฏิบัติทางศาสนา คำถามของมันอาจใกล้ตัวถึงขั้นว่า ก่อนจะละหมาดต้องอาบน้ำละหมาดใหม่ไหม ฝั่งซุนนีมีสี่สำนักหลักตามรายชื่อข้างต้น ส่วนในชีอะฮ์ก็มีสำนักอย่างญะอ์ฟะรี

ถ้าเรียกทุกอย่างว่า “สาย” เหมือนกันหมด ก็ไม่น่าแปลกที่คนฟังจะเอาเรื่องผู้สืบทอดการนำชุมชนเมื่อหลายศตวรรษก่อน มาปนกับเรื่องที่กำลังสงสัยอยู่หน้าอ่างล้างมือ

ทำไมอ่านหลักฐานแล้วได้คนละคำตอบ

ลองนึกภาพคนหนึ่งอาบน้ำละหมาดเสร็จ ระหว่างจะไปละหมาดมือไปแตะมือคู่สมรส เขาสงสัยว่าต้องกลับไปอาบใหม่ไหม คำถามนี้ตอบด้วยคำว่า “ก็อ่านหลักฐานสิ” ได้ง่ายมาก โดยเฉพาะถ้าคนพูดเดินหนีทันทีหลังพูดจบ

พออ่านจริง นักวิชาการต้องพิจารณาว่าถ้อยคำเกี่ยวกับการ “สัมผัส” ในหลักฐานหมายถึงการแตะตัวตามตัวอักษร หรือใช้เป็นสำนวนหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ แล้วจะอ่านถ้อยคำนั้นร่วมกับรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติของท่านนบีอย่างไร สำนักชาฟิอีและฮะนะฟีจึงให้คำวินิจฉัยต่างกันได้ในกรณีที่ผิวสัมผัสกันโดยตรง ทั้งที่ต่างก็ให้ความสำคัญกับการมีน้ำละหมาดก่อนละหมาด

เมื่อวิธีอ่านหลักฐานและคำวินิจฉัยถูกสอนต่อกันหลายรุ่น ก็เกิดเป็นสำนัก คนทั่วไปจึงมีแนวอ้างอิงเวลาเจอข้อสงสัย ตั้งแต่เรื่องละหมาดไปจนถึงเรื่องซื้อขาย โดยไม่ต้องตั้งวงพิจารณาหลักฐานเองทุกครั้งที่ชีวิตประจำวันมีเหตุให้ต้องตัดสินใจ

จากข้อปฏิบัติของฉัน ไปเป็นข้อสอบของคนอื่น

ความปวดหัวอีกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคำอธิบายว่า “ที่บ้านฉันปฏิบัติแบบนี้” ค่อย ๆ กลายเป็น “คนที่ทำอีกแบบคงเรียนมาไม่ครบ” ทั้งที่ถ้าถามต่ออีกนิด คนสองคนอาจเรียนมาคนละสำนัก และทั้งคู่ก็จำสิ่งที่ครูสอนได้ถูกต้อง

ในวงสนทนา คำว่า “เขาอยู่สายไหน” ใช้เวลาถามไม่ถึงสามวินาที ส่วนคำถามว่า “เขาอาศัยเหตุผลอะไร” มีข้อเสียอยู่ข้อหนึ่ง คือถามแล้วต้องยอมเสียเวลาฟัง บางทีเราจึงขยันจำชื่อสำนักกันมาก แต่พอถึงเวลาฟังว่าสำนักนั้นคิดอย่างไร กลับบอกว่าศาสนาเรื่องเยอะเกินไป

ถ้าจะจำอะไรจากบทความนี้สักอย่าง ลองจำคำถามไว้สองข้อก็พอ “กำลังพูดถึงกลุ่มไหนในอิสลาม” กับ “กำลังพูดถึงแนววินิจฉัยข้อปฏิบัติของสำนักไหน” พอแยกสองคำถามนี้ออกจากกัน เวลาคนข้าง ๆ ลุกไปอาบน้ำละหมาดใหม่ เราก็พอจะถามเขาได้ว่าเขาเรียนมาอย่างไร โดยไม่ต้องเปิดประชุมเรื่องความแตกแยกของโลกมุสลิมหน้าอ่างล้างมือ

 บทความที่น่าสนใจ