มะฮัร 125 คือ? มะฮัรตามซุนนะห์ - มะฮัร ภาษาอาหรับ


คำถาม มะฮัร 125 คือ? มะฮัรตามซุนนะห์ - มะฮัร ภาษาอาหรับ


คำถาม มะฮัร 125 คือ? มะฮัรตามซุนนะห์ - มะฮัร ภาษาอาหรับ

มะฮัร อย่างน้อย 125 บาท นั้นเทียบกับอะไรครับ เห็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่มีการปรับค่าหรือ หากถ้าไปเที่ยบกับทองหรือของมีค่าอย่างอื่น

แล้วสมมติว่า เวลาอะกัดนิกะห์ เราตกลงให้ มะฮัร 125 บาท แต่เอาเงินไปตั้งไว้แสนบาทขณะนิกะห์ โดยไม่ได้เหนียตเป็นค่ามะฮัด แค่เอาไปโชว์หรือตั้งไว้ดูเวอร์ๆไว้ก่อน เงินแสนนี้ ฝ่ายชายจะเอาคืนได้ไหม

เข้าใจว่า  ที่มาของมะฮัร  125  บาทนั้นบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่สมัยก่อนคงตีค่ามาจากมะฮัรที่ท่านนบี  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  กำหนดในการสมรสบรรดาบุตรีและภรรยาของท่านจำนวน  500  ดิรฮัม  ซึ่งนักวิชาการสังกัดมัซฮับอัชชาฟิอีย์ระบุว่า  มีซุนนะฮฺมิให้มะฮัรน้อยกว่า  10  ดิรฮัมเพื่อออกจากข้อขัดแย้งของท่านอิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺ  (ร.ฮ.)  และมิให้เกินกว่า  500  ดิรฮัมฺ  (มุฆนีย์  อัลมุฮฺต๊าจญ์ ;  อัลค่อฏีบ  อัชชีรบีนีย์  เล่มที่  4  หน้า  367 ;  ดารุ้ลกุตุบ  อัลอิลมียะฮฺ  เบรุต  :  1994) 

จากจุดนี้กระมัง ท่านครูสมัยก่อนได้ตีราคามะฮัรจำนวน  500  ดิรฮัมว่า  1  ดิรฮัมเท่ากับ  1  สลึง  และ  4  สลึงเป็น  1  บาท  เอา  4  หารด้วยกับ  500  ก็จะได้  125  บาทไม่ขาดไม่เกิน  ผู้หลักผู้ใหญ่สมัยก่อนจึงกำหนดมะฮัรที่ฝ่ายชายต้องมอบให้แก่ฝ่ายหญิงเป็นจำนวน  125  บาท  ซึ่งสมัยก่อนนั้นก็มากโขอยู่ทีเดียว  เพราะยังจำที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังได้ว่า  บ้านทรงไทย  1  หลังสมัยนั้นมีราคา  40  บาท  ไร่นาก็มีราคาไม่กี่ร้อยบาท 

ภาพจากร้านนิกะห์เวดดิ้ง เซ็นเตอร์

แต่นั่นก็เป็นเรื่องสมัยก่อนที่นานมาแล้ว ค่าเงินในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก เงิน 125  บาท ในปัจจุบันซื้อลูกชิ้นเนื้อได้กี่ไม้ก็ลองคิดดูเอา ค่าเงินบาทเปลี่ยนไป ค่าดิรฮัมก็น่าจะเปลี่ยนไปด้วย  เพียงแต่ความคิดของคนอาจจะยังยึดติดอยู่กับสิ่งดังกล่าว  ตรงนี้ก็คงต้องค่อยๆ อธิบายสร้างความเข้าใจกันไป  หากเราเติมเลขศูนย์ต่อท้ายเข้าไปอีกซัก 2 ตัวก็คงจะเข้าท่าอยู่ในที เป็น  12,500  บาท โดยเฉพาะในยุคที่ทองคำมีราคาปาเข้าไปบาทละเกือบ  16,000  บาท  ก็คงต้องปรับกันให้เป็นมาตรฐานตามยุคตามสมัย 

ที่พูดอย่างนี้มิได้หมายความว่า มะฮัรจำนวน 125 บาท ไม่เซาะฮฺหรือจะใช้ไม่ได้อย่างที่บางคนเข้าใจและมีอคติ ทั้งนี้เพราะทุกสิ่งที่ใช้ได้ในการเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนหรือมีราคาก็ย่อมใช้ได้ในการเป็นมะฮัรหรือซ่อด๊ากฺให้แก่ฝ่ายหญิง (อ้างอิง เล่มที่  4  หน้า  367-368) ซึ่งแน่นอนเงินจำนวน 125 บาทก็มีค่าของมัน เพียงแต่มันน้อยไปสักนิดเมื่อนำไปเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำหรือสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน มะฮัรที่ดีที่สุดก็คือ  มะฮัรที่ฝ่ายชายมีความพร้อมและสะดวกในการนำมามอบให้แก่ฝ่ายหญิงซึ่งก็แตกต่างกันไปตามสถานภาพและฐานานุรูปในสังคม 

ส่วนเงินจำนวนแสนบาทที่ถามมาว่า  หากนำไปตั้งเอาไว้ขณะอะก็อดนิกะฮฺและไม่มีการกำหนดหรือขาน  (ตัสมียะฮฺ)  ว่าเป็นมะฮัรก็เป็นสิทธิของเจ้าของเงินดังกล่าว  จะเอาคืนก็ได้  หรือจะกำหนดว่าเป็นเงินที่ให้แก่ฝ่ายหญิงโดยสิเน่หาก็คงต้องเป็นของฝ่ายหญิงเพราะถือเป็นฮิบะฮฺ  (هِبَة)  หรือจะกำหนดว่าเป็นค่าออกเรือนของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายร่วมกัน  (شَرِكَة) ก็ให้ถือไปตามนั้น  งานทั้งปวงขึ้นอยู่กับเจตจำนงค์  แต่ถ้าเอาไปตั้งไว้เฉย ๆ  เพื่อโชว์หรืออะไรก็ตามและไม่มีการกำหนดคุณสมบัติของเงินจำนวนดังกล่าวในขณะอะกอดนิกาฮฺ  ก็เป็นเพียงเงินโชว์เท่านั้น  ใครเป็นเจ้าของเงินก็มีสิทธิจะเอาคืนได้  เพราะมิใช่มะฮัร

อีกบทความที่น่าสนใจ

อิสลามได้กำหนดเงื่อนไขที่ทำให้การแต่งงานใช้ได้หรือไม่ ด้วยการที่เจ้าบ่าวต้องจ่ายมะฮัรแก่เจ้าสาว แม้ว่าฝ่ายเจ้าสาวจะยินยอมแต่งโดยไม่คิดค่าสินสอดก็ตาม ดังที่อัลกุรอานกล่าวว่า

“พวกเจ้าจงมอบปัจจัยทานเป็นของขวัญแก่เหล่าสตรีเถิด” (อันนิสาอฺ : 4)

“มะฮัร”  ตามหลักการของศาสนานั้น หมายถึง “ทรัพย์ที่ทางเจ้าบ่าวจะมอบแก่เจ้าสาวของตนในพิธีสมรส ไม่ใช่สินสอดที่ให้แก่บิดามารดาของเธอ” แต่เมื่อเธอได้รับมันแล้ว เธอก็สามารถที่จะมอบทรัพย์บางส่วนแก่ใครก็ได้ที่เธอต้องการ เนื่องจากเป็นสิทธิ์ของเธอแล้ว

อิสลามไม่กำหนดมะฮัร แต่ได้มอบหมายให้กับความพร้อมของฝ่ายชายและความสบายใจของฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละสังคมที่แตกต่างกันไป

ท่านนบี  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวแก่ชายคนหนึ่งที่ต้องการแต่งงานกับสตรีนางหนึ่งว่า “จงหาค่ามะฮัรถึงแม้จะเป็นแหวนเหล็กเพียงวงหนึ่งก็ตาม แต่ชายคนนั้นไม่สามารถหาได้เช่นเดียวกัน ท่านนะบี จึงแต่งงานด้วยการให้ชายคนนั้นสอนบางซูเราะฮ์ในอัลกุรอานให่แก่สตรีที่จะแต่งงานด้วย” (รายงานโดยอัลบุคอรีย์/5135)

ท่านนบี  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  ได้ทำการสมรสบรรดาบุตรีและภรรยาของท่านจำนวน  500 ดิรฮัม  ดังนั้นโต๊ะครูสมัยก่อนได้ตีราคามะฮัรจำนวน  500  ดิรฮัมว่า  1  ดิรฮัมเท่ากับ  1  สลึง  (ซึ่งในสมัยนั้น 1 สลึง ก็มีค่าพอสมควร)4  สลึงเป็น  1  บาท  เอา  4  หารด้วยกับ  500  =  125  บาท  บรรดาผู้ใหญ่สมัยก่อนจึงกำหนดมะฮัรที่ฝ่ายชายต้องมอบให้แก่ฝ่ายหญิงเป็นจำนวน  125  บาท  ซึ่งก็ถือว่ามีจำนวนมากอยู่(ที่นาสมัยก่อนราคาไม่กี่ร้อยบาท) ซึ่งธรรมเนียมดังกล่าวก็ได้สืบทอดมาถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากสมัยท่านนบี  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) มีการใช้ดินาร(ทองคำ) และดิรฮัม(โลหะเงิน) เป็นเงินตราใช้แลกเปลี่ยนและมีค่าในตัวของมันเอง ซึ่งต่างจากในปัจจุบันที่แต่ละประเทศมีการใช้สกุลเงินเป็นของตนเองแต่เป็นสกุลเงินที่ไม่มีค่าในตัวของมันเอง(fiat money) ทำให้การคิดมะฮันซุนนะห์ที่ 125 บาท แทน 500 ดิรฮัมในยุคปัจจุบันอาจจะไม่เป็นมูลค่าที่เหมาะสมแล้วเนื่องจากเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี (อย่างไรก็ตามมะฮัรที่ดีที่สุดก็คือ  มะฮัรที่ฝ่ายชายมีความพร้อมและสะดวกในการนำมามอบให้แก่ฝ่ายหญิง)

เพื่อที่จะได้มะฮัรตามซุนนะห์ของท่านนบี  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)   คือ 500 ดิรฮัม  จึงใช้การคำนวณมูลค่า 500 ดิรฮัมจากราคาของโลหะเงินในตลาดโลก ซึ่ง 500 ดิรฮัม จะเท่ากับโลหะเงิน 1487.50 กรัม จะสามารถคำนวณมะฮัรซุนนะห์ ของเดือน มีนาคม 2557 ได้เท่ากับ ฿35,321.57 บาท ซี่งก็ไม่ใช่จำนวนที่สูงหรือต่ำนักในปัจจุบัน และสอดคล้องกับสภาพและเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน สามารถดูอัตรามะฮัรย้อนหลัง 2552 -2557 ได้จากในตารางด้านล่าง

คำว่า อีซีกะฮฺเว็น  (ايسى كهوين)  เป็นคำมลายู หมายถึง มะฮัร หรือ อัศเศาะดาก หรือ นิหฺละฮฺ ในภาษาอาหรับนั่นเอง

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ เรียบเรียง

ที่มา:  alisuasaming.org , islamicfinancethai.com , www.halalthailand.com , www.islammore.com 

https://islamhouse.muslimthaipost.com/

อัพเดทล่าสุด