มารยาทในการหลับนอน ระหว่าง สามีภรรยาในอิสลาม (ละเอียด)


ความสัมพันธ์ทางเพศ มีบทบาทสำคัญยิ่งในชีวิตสมรส ถือเป็นหน้าที่ที่สามีและภรรยาจะต้องไม่ละเลยที่จะเรียนรู้


มารยาทในการหลับนอน ระหว่าง สามีภรรยาในอิสลาม (ละเอียด)

ความสัมพันธ์ทางเพศ มีบทบาทสำคัญยิ่งในชีวิตสมรส ถือเป็นหน้าที่ที่สามีและภรรยาจะต้องไม่ละเลยที่จะเรียนรู้

การหาความรู้ก่อนที่จะสมรส และในช่วงที่สมรสแล้ว หากว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องของเพศสัมพันธ์ทั้งเหตุและผลอย่างเพียงพอ

ก็จะทำให้ชีวิตสมรสมีความสุข  อันจะทำให้ความรักและชีวิตสมรสชองเรายืนยงตลอดไป  ดังนั้นจงหมั่นรดน้ำความรักของสามี และ

ภรรยาอย่างตั้งใจและมุ่งมั่น   เพื่อให้สิ่งที่อัลกุรอานกล่าวไว้ได้เป็นอาหารสำหรับให้ต้นรักเติบโตและสดชื่นทุกๆ วัน

"พวกเธอเป็นอาภรณ์สำหรับพวกท่าน และพวกท่านก็เป็นอาภรณ์สำหรับพวกเธอ"

ผู้หลักผู้ใหญ่เขาสอนไว้ว่า เรื่องญิมาอ์หรือเรื่องเพศสัมพันธ์น่ะเป็นเรื่องมีความสำคัญของคู่สมรสอยู่ไม่น้อย ไม่งั้นประชาชาติในโลกไม่มีมากมายถึงขนาดนี้หรอก  ทีนี้...เทคนิค ในการดำเนินกามกิจน่ะ  โต๊ะกี,โต๊ะหญังของเราท่านก็มีของท่านอยู่พอสมควร  มากบ้างน้อยบ้างอยู่ที่ความพอเหมาะพอควร และไม่เป็นการฮะรอม  ในหนังสือที่เวาะมีเนี่ยะได้บอกว่าเมื่อสูเจ้าคนใดคู่หนึ่งจะมี การกุ๊กกิ๊กกันละก็(ในที่นี้เฉพาะสามีภรรยากันเท่านั้นนะ คู่ทำผิดคิดไม่ดีไม่เกี่ยว) ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อสมความต้องการของตนเท่านั้น

โดยเฉพาะผู้ชาย โต๊ะกีเขาบอกว่า  เมื่อเอ็ง (ขอใช้สรรพนาม อย่างที่โต๊ะกีเขาแล้วกัน)จะมีอะไรกันกับเมียเอ็งละก็  เอ็งจงอย่าผลีผลาม,จงละมุนละม่อม  ฝ่ายโต๊ะหญังก็เตรียมตนให้พร้อมให้โต๊ะกีเขา มีอารมณ์  เช่นใส่น้ำอบน้ำหอมให้โต๊ะกีเขาชื่นมื่น บรรยากาศในห้องนอนก็จัดให้ดี โต๊ะกีแกบอกว่าไม่ควรปิดไฟเสียมืดตื๋อ  หรือสว่างจ้าเกินไป  เอาแก่สลัว ๆ พอ  โต๊ะกีแกบอกว่าเอ็งต้องเล้าโลมกันก่อน ด้วยการจุมพิตไปตามเรือนร่างของเขา  ทำให้เขามีอารมย์ร่วมเสียก่อน  เขาเรียกว่า " نعمةالجلاة "   เอ.....ผมว่าเอาไว้แค่นี้ก่อนละกัน  ไม่ทราบว่า กระบวนการชี้แจงของผมจะเข้าตา (ถูกใจ) อาจารย์หรือไม่ก็ไม่ทราบ انشـــاالله  แล้วผมจะเข้ามาเสนอต่อถ้าคุณ ๆ พอใจ

ข้อห้ามการร่วมเพศกับภรรยาขณะมีประจำเดือน

ปกติช่วงมีประจำเดือนเป็น  ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างมาก ภาวะบางอย่างถ้าเป็นช่วงมีประจำเดือนอาจทำให้มีการแทรกซ้อนได้มาก  ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายคือเมื่อมีการติดเชื้อที่โพรงมดลูกแล้วอาจทำให้เกิดภาวะ อุ้งเชิงกรานอักเสบ หมายถึงมีการอักเสบของเยื่อบุดพรงมดลูก ท่อรังไข่ และเยื่อบุช่องท้องภายในอุ้งเชิงกราน และมีโอกาสเป็นฝีภายในรังไข่หรือท่อรังไข่ และมดโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกมากกว่าปกติ

การติดเชื้อโรคในร่างกาย  อาจะทำให้ มีไข้ สังเกตว่าคนโบราณก็จะเตือนให้ระวัง "ไข้ทับระดู" ว่าจะมีอาการรุนแรงกว่าไข้ปกติ  การมีเพศสัมพันธ์ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ เช่นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือไม่ก็ทำให้เชื้อโรคที่บริเวณปากช่องคลอดเข้าไปในช่องคลอด  และอาจทำให้เกิดฝีเล็ก ๆ เกิดขึ้นได้   ซึ่งถ้าเกิดติดเชื้อโรคเหล่านี้ขณะที่มีประจำเดือนก็จะทำให้อาการเป็นมากขึ้น
อัลเลาะฮ์ ตะอาลา  ทรงตรัสไว้  ความว่า

وَيَسْأَلُونَكَ عَنِ الْمَحِيضِ قُلْ هُوَ أَذًى فَاعْتَزِلُواْ النِّسَاء فِي الْمَحِيضِ وَلاَ تَقْرَبُوهُنَّ حَتَّىَ يَطْهُرْنَ فَإِذَا تَطَهَّرْنَ فَأْتُوهُنَّ مِنْ حَيْثُ أَمَرَكُمُ اللّهُ إِنَّ اللّهَ يُحِبُّ التَّوَّابِينَ وَيُحِبُّ الْمُتَطَهِّرِينَ

"และพวกเขาทั้งหลายจะถามเจ้าเกี่ยวกับ(ปัญหาของ) ระดู  เจ้าจงตอบเถิดว่า  อันระดูนั้นเป็นความสกปรกอย่างหนึ่ง  ดังนั้น  เจ้าทั้งหลายจงแยกตัวออกจากสตรี (ผู้เป็นภริยา) ในช่วงมีระดู  และพวกเจ้าจงอย่าเข้าใกล้พวกนางจนกว่าพวกนางจะสะอาด  ดังนั้น  เมื่อพวกนางมีความสะอาดแล้ว  พวกเจ้าก็เข้าหาพวกนางเถิด  ตามที่อัลเลาะฮ์  ได้ทรงบัญชาแก่พวกเจ้า  แท้จริง  อัลเลาะฮ์ทรงรักบรรดาผู้หมั่นสารภาพผิดและทรงรักบรรดาผู้มีความสะอาดทั้งหลาย"  อัลบะกอเราะฮ์ 222

ท่านอิบนุอามูน  กล่าวว่า  การร่วมหลับนอนระหว่างสามีภรรยานั้น  ถูกห้ามในขณะที่มีประจำเดือน  เพราะอัลเลาะฮ์ทรงตรัสความว่า

"และพวกเขาจะถามเจ้าเกี่ยวกับ(ปัญหาของ) ประจำเดือน  เจ้าจงตอบเถิดว่า  อันประจำเดือนนั้นเป็นความสกปรกอย่างหนึ่ง  ดังนั้นพวกเจ้าจงแยกตัวออกจากสตรี(ผู้เป็นภรรยา)ในช่วงมีประจำเดือนเถิด" อัลบะกอเราะฮ์ 222

บางทัศนะกล่าวว่า  ความหมายของมันก็คือ  พวกท่านจงห่างจากอวัยวะเพศของพวกนาง  ซึ่งเป็นทัศนะคำกล่าวของท่านหญิงหัฟเซาะฮ์  และได้ถูกรายงานจากท่านมุญาฮิด  และเป็นทัศนะที่ท่านอัสบัฆยึดถือ  และได้ถูกรายงานจากท่านอิมามอัชชาฟิอีย์และท่านอิกริมะฮ์เช่นกัน   และบางทัศนะกล่าวว่า  หมายถึงห่างไกลจากที่นอนของพวกนาง  ซึ่งเป็นทัศนะที่ถูกรายงานจากท่านอิบนุอับบาสและท่านอิบนุอับบาสก็ทำการแยกที่นอนกับภรรยาของท่านในขณะที่มีประจำเดือน  ดังนั้นเรื่องดังกล่าวจึงทราบถึงน้าสาวของท่านคือท่านหญิงมัยมูนะฮ์  ท่านนางจึงกล่าวกับท่านอิบนุอับบาสว่า  ท่านไม่ปรารถนาซุนนะฮ์ของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กระนั้นหรือ?

ขอสาบานว่า แท้จริงท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้นอนพร้อมกับบรรดาภริยาของท่านในขณะที่มีประจำเดือนโดยที่ระหว่างท่านและนางนั้นมีผ้าปิดจนพ้นสองหัวเขา  และบางทัศนะกล่าวว่า  สิ่งที่อยู่ภายใต้ผ้านุ่งของพวกนาง  ซึ่งเป็นทัศนะที่เลื่องลือของท่านอิมามมาลิก  เหมือนที่ได้ระบุไว้ในหะดิษซอฮิห์ความว่า "ผู้มีประจำเดือนนั้น  จงผูกผ้าให้แน่นและส่วนเรื่องของท่านนั้นคือข้างบนของนาง(จากสะดือขึ้นไป)"  

และคำตรัสของพระองค์ที่ว่า "จนกว่าพวกนางจะสะอาด" อัลบะกอเราะฮ์ 222 หมายถึง  จนกระทั่งพวกนางได้เห็นเครื่องหมายของความสะอาดแล้ว จากเลือดหยุดหรือเลือดแห้ง "ดังนั้นเมื่อพวกนางสะอาดแล้ว" อัลบะกอเราะฮ์ 222 หมายถึง สะอาดด้วยการอาบน้ำตามทัศนะที่เลื่องลือ  "พวกเจ้าก็จงเข้าหาพวกนางเถิดตามที่อัลเลาะฮ์ได้ทรงบัญชาแก่พวกเจ้า" อัลบะกอเราะฮ์ 222 หมายถึง  ร่วมหลับนอนกับนางทางด้านหน้าไม่ใช่ทางทวารด้านหลัง , และหลักการของนิฟาส(เลือดที่ออกมาหลังจากคลอดบุตร)ก็เหมือนกับหลักการของเลือดประจำเดือนโดยทั้งหมด

ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ชัรห์ อัลอุมดะฮ์  ว่า "ห้ามทำการร่วมหลับนอนในขณะมีประจำเดือนนั้น  ถือว่าเป็นอิบาดะฮ์ , หมายถึงเรื่องของเลือดนิฟาสก็เช่นเดียวกันกับเลือประเดือน เพราะมันมีหลักการเหมือนกัน"

ในหนังสือ  อัลกุสตุลลานีย์  กล่าวว่า "การร่วมประเวณีในขณะมีประจำเดือนนั้น  เป็นสิ่งที่ต้องห้าม  โดยมติของปวงปราชญ์  ดังนั้นผู้ใดที่เชื่อมั่นว่า  การร่วมประเวณีในขณะมีประจำเดือนเป็นสิ่งที่อนุญาต  เขาย่อมเป็นกาเฟร"

ได้ถูกรายงานว่า  มีชายและหญิงคู่หนึ่ง  ได้ขัดแย้งกันเกี่ยวกับบุตรชายของทั้งสองที่มีผิวดำ  ฝ่ายหญิงกล่าวว่า  เขาคือบุตรของท่าน  แต่ฝ่ายชายให้การปฏิเสธ  ดังนั้นท่านนบีสุไลมาน อะลัยฮิสลาม  กล่าวว่า  ทั้งสองได้ร่วมหลับนอนในขณะมีประจำเดือนหรือไม่? ฝ่ายชายกล่าวว่า  ครับ  ท่านนบีสุไลมานจึงกล่าว  บุตรคนนี้เป็นของท่าน และแท้จริงอัลเลาะฮ์ทรงทำให้ใบหน้าของเขาดำเพื่อลงโทษท่านทั้งสอง  ซึ่งกล่าวกันว่า  มันคือจุดมุ่งหมายของคำตรัสของอัลเลาะฮ์  ที่ว่า "แล้วเราได้ให้ความเข้าใจใน (หลักการตัดสิน) นั้น แก่สุไลมาน" อัลอัมบิยาอฺ 87  และกล่าวสิ่งเหล่านี้ไว้ในหนังสือกุชฟุลอิสร๊อร

ท่านอัฏฏ๊อบรีนีย์ ได้รายงานไว้ในหนังสือ อัลเอาซัฏ  จากอบูฮุร๊อยเราะฮ์  โดยอ้างถึงท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่า "ผู้ใดที่ร่วมหลับนอนกับภรรยาของเขา โดยที่นางมีประจำเดือน  ดังนั้นใด้ถูกกำหนดให้มีบุตรระหว่างทั้งสอง  แล้วบุตรของเขาก็ประสบโรคเรื้อน  ดังนั้นเขาอย่าตำหนิ(ผู้ใดเลย)นอกจากตัวเขาเอง" หมายถึง เพราะเป็นสาเหตุจากเขาเองในสิ่งที่เกิดขึ้นกับบุตรของเขานั้น  และเขาอย่าไปตำหนิอัลเลาะฮื  เพราะเพราะพระองค์ได้เตือนให้ระวังแล้ว

ท่านอิมามอัลฆอซาลีย์ กล่าวว่า "การร่วมหลับนอนในขณะที่มีประเดือนหรือมีเลือดหลังจากการคลอดบุตรนั้น ทำให้เกิดโรคเรื้อนแก่เด็ก  ท่านอิมามอะห์มัด และคนอื่น ๆ ได้รายงานจากท่านอบูฮุร๊อยเราะฮ์ โดยยกอ้างไปยังท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยวะซัลลัม ว่า "ผู้ใดที่ไปหาหมอดู แล้วเขาก็เชื่อในสิ่งที่หมอดูพูด หรือร่วมหลับนอนกับผู้มีประจำเดือน หรือร่วมประเวณีกับภรรยาทางทวารหนัก

แท้จริงเขาได้หลุดพ้นจากสิ่งที่ถูกประทานลงมาให้แก่มุฮัมมัด ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม" หมายถึง หากเขาเชื่อว่าดังกล่าวเป็นสิ่งที่อนุมัติ หรือท่านนบีต้องการที่จะพูดหักห้ามหรือเตือนให้ระวัง  หะดิษนี้ไม่ใช่มีจุดมุ่งหมายถึงการกุฟุรจริงๆ  หากไม่เช่นนั้นแล้ว  ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ก็ไม่ใช้ให้ผู้ร่วมหลับนอนกับผู้มีประจำเดือนทำการเสียค่าปรับ(กัฟฟาเราะฮ์) ตามที่ท่านอัลมุนาวีย์ได้กล่าวไว้

ดังนั้น  ในหะดิษของท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์  ซึ่งรายงานจากท่านอิบนุอับบาส  โดยยกอ้างถึงท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ความว่า "ผู้ใดที่ร่วมหลับนอนกับภรรยาในขณะมีประจำเดือน  ดังนั้น  เขาก็จงบริจาคทานเหรียญทองหนึ่งดีนาร  และผู้ใดที่ร่วมหลับนอนกับภรรยา (ขณะมีประจำเดือนแต่) เลือดประจำเดือนได้ผ่านพ้นจากนางพอดี  ก็ให้เขาบริจาคครึ่งของเหรียญทองดีนาร"

คำว่า "เขาจงบริจาคทาน" นั้น  บางทัศนะกล่าวว่า เป็นวายิบ และบางทัศนะกล่าวว่า เป็นสุนัต  และเช่นเดียวกันนี้  คือห้ามการร่วมหลับนอน หากเวลาละหมาดกระชั้นชิด โดยที่ว่า หากเขาทำการร่วมหลับนอน และทำการอาบน้ำ  เขาก็จะไม่ได้เวลาละหมาด  ดังนั้น หากเขาได้กระทำ  เขาก็จงเตาบะฮ์ต่ออัลเลาะฮ์ตาอาลา

ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮา  ได้ถูกถามเรื่องที่อนุญาตสำหรับสามีที่มีต่อภรรยาในขณะมีประจำเดือน?  ท่านนางกล่าวว่า  "(อนุญาต)ทุก ๆ สิ่ง นอกจากอวัยวะเพศ"

เกล็ดความรู้ : อนุญาตให้สามีสำเร็จความใคร่ด้วยมือของภรรยาของตนเอง  แต่สำหรับมือของตัวเองนั้น  นักปราชญ์ส่วนมากมีทัศนะว่าเป็นสิ่งที่หะรอม  ดังที่ได้กล่าวระบุไว้ในหนังสืออันนะซีหะฮ์

การเตรียมพร้อมมีเพศสัมพันธ์

ท่าน อัตติฮามีย์  อัลอิดรีซีย์ อัลหะสะนีย์  กล่าวว่า :

สุนัตให้ผู้ที่ต้องการร่วมหลับนอนนั้นทำการกล่าว บิสมิลลาฮ์ بسم الله   และกล่าวดุอาอ์ที่ได้รายงานโดยหะดิษซอฮิห์ความว่า

بِاسْمِ اللَّهِ اللَّهُمَّ جَنِّبْنَا الشَّيْطَانَ وَجَنِّبِ الشَّيْطَانَ مَا رَزَقْتَنَا فَإِنَّهُ إِنْ يُقَدَّرْ بَيْنَهُمَا وَلَدٌ فِي ذَلِكَ لَمْ يَضُرَّهُ شَيْطَانٌ أَبَدًا  

"ด้วยพระนามของอัลเลาะฮ์  โอ้พระองค์โปรดให้เราห่างไกลกับชัยฏอนด้วยเถิด  และโปรดให้ชัยฏอนห่างไกลกับสิ่ง(คือบุตร)ที่พระองค์ได้ทรงประทานให้แก่เรา  ดังนั้น  หากทั้งสองได้ถูกกำหนดมีบุตรในสิ่งดังกล่าว  ชัยฏอนก็จะไม่ทำให้เกิดโทษกับบุตรของเขาตลอดไป"  รายงานโดยอัลบุคอรีย์

ท่านก๊อสตุลลานีย์  ได้กล่าวจากท่านมุฮาญิดว่า  "แท้จริงผู้ที่ทำการร่วมหลับนอนโดยไม่กล่าวบิสมิลลาฮ์นั้น  ชัยฏอนก็จะม้วนพันอยู่ที่อวัยวะเพศของเขา  แล้วมันก็จะทำการสมสู่ร่วมกับเขา"

ในหนังสือรูฮุลบะยาน ได้กล่าวรายงานจากท่าน ญะฟัร บิน มุฮัมมัด ว่า  "แท้จริงชัยฏอนจะนั่งอยู่บนอวัยวะเพศของผู้ชาย  ดังนั้นเมื่อเขาไม่กล่าวบิสมิลลาฮ์  มันเขาก็จะถูกสัมผัสภรรยาพร้อมกับสามีด้วย  และมันก็จะหลั่งในอวัยเพศของนางเหมือนกับที่สามีได้หลั่งเช่นกัน"

ท่านอิบนุอามูนกล่าวว่า เจ้าสาวนั้น  ภายในเจ็ดวันห้ามรับประทาน  น้ำส้ม , ผักชี ,  นม , แอ๊ปเปิ้ลเปรี้ยว  และทุกอย่างที่มีรสเผ็ดร้อนและขม  เช่น  ถั่ว , มะกอก  ถั่วปากเหนี่ยว  ถั่วฝักยาว  เพราะสิ่งดังกล่าวนั้นให้อารมณ์ตายด้าน  และทำให้เกิดการไม่ตั้งครรภ์ขึ้นได้  และจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่จากการแต่งงาน  ก็คือลูก  เพราะท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า  "พวกท่านจงแต่งงาน  แล้วพวกท่านก็จะได้สืบพันธ์แพร่หลาย  เพราะแท้จริงฉันนั้นจะมีประชากรมากมายด้วยกับพวกท่านในวันกิยามะฮ์"  และสิ่งที่สมควรรักประทานนั้นคือ  เนื้อไก่ , ผลซะฟัรญัล, ทับทิม , แอ๊บเปิ้ลหวาน , และอื่นๆ

สมควรสำหรับภรรยาให้ทำการเคี้ยวลุบาน(หมากฝรั่งที่ทำมาจากต้นกำยาน)  เพราะท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "โอ้บรรดาสตรีตั้งครรภ์ทั้งหลาย  พวกเธอจงให้อาหารบรรดาบุตร(ในครรภ์)ของพวกเธอด้วยลุบาน  เพราะมันจะเพิ่มสติปัญญา  ลดเสมหะ  ทำให้มีความจำดี  และทำให้ความหลงลืมหายไป"  และให้รับประทานซะฟัรญัล เพราะท่านยะห์ยา บิน ยะห์ยา ได้รายงานจาก คอลิต บิน เมี๊ยะอฺดาน  ว่า "พวกท่านจงกินซะฟัรญัลซิ เพราะมันจะทำให้บุตรหล่อสวยงาม"  มีรายงานว่า "ชนกลุ่มหนึ่งได้ร้องทุกข์ต่อนบีของพวกเขาถึงความน่าเกลียดของบุตรหลานพวกเขา  ดังนั้นอัลเลาะฮ์จึงดนใจมายังท่านนบีว่า  เจ้าจงใช้ให้พวกเขาบรรดาภรรยาที่ตั้งครรค์ในเดือนที่สามและเดือนที่สี่ทำการรับซะฟัรญัลเถิด"  และสมควรให้ห่างไกลจากอาหารที่ไม่มีประโยชน์และอาหารที่ผสมกันหลายอย่าง

มีรายงานว่า  บ้านใดที่รมด้วยกำยาน  คนอิจฉาริษยา , หมอดู , ชัยฏอน , และนักไสยศาสตร์จะไม่เข้าใกล้บ้านหลังนั้น

ท่านอิบนุยามูนกล่าวว่า มารยาทในการร่วมหลับนอนนั้น  คือต้องหลังจากที่มีการเล้าโลมและจูบจนกระทั่งทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวยสำหรับการร่วมหลับนอน  เพราะท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

กล่าวว่า "คนใดจากพวกท่านอย่าร่วมหลับนอนกับภรรยาของเขาเหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน  แต่ต้องให้ระหว่างทั้งสองนั้นมีสื่อ  จึงถูกถามว่า อะไรคือสื่อครับ? ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ กล่าวว่า มันก็คือการจูบและการพูดจา(หยอกเย้าเอาใจ) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น  และส่วนหนึ่งจากมารยาทในการร่วมหลับนอนคือต้องหลังจากท้องและส่วนอวัยวะต่าง ๆ มีความผ่อนคลาย เพราะในการร่วมหลับนอนด้วยอวัยวะไม่ผ่อนคลายนั้น(เช่นแน่พุง)ก็จะทำให้เกิดโทษเป็นอย่างมาก  และทำจะทำให้ข้อกระดูกต่าง ๆ เจ็บ และอื่น ๆ ดังนั้นหากต้องการรักษาสุขภาพตนเองเขาก็จงระวังในสิ่งดังกล่าว

กล่าวกันว่า  สามประการ  ซึ่งบางครั้งมันจะมาทำลาย  คือร่วมหลับนอนในขณะหิว  ร่วมหลับนอนในขณะอิ่ม  และร่วมหลับนอนหลังจากรับประทานเนื้อตากแห้ง

ท่าน ชัยค์  อัตติฮามีย์  อัลอิดรีซีย์ อัลหะสะนีย์  กล่าวว่า 

"สุนัตให้ภรรยาแต่งตัวให้สวยงามต่อสามีและใส่น้ำหอม  ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ภรรยาที่ดีเลิศนั้นคือไส่น้ำหอมและสะอาดสะอ้าน"  ท่านซัยยิดินา อะลี  (กัรร่อมัลลอฮุวัจญ์ฮะฮ์) กล่าวว่า "ภรรยาที่ดีเลิศในหมู่พวกท่านนั้น  คือมีกลิ่นหอม  ทำอาหารเก่ง  ซึ่งเมื่อนางใช้จ่าย  ก็จะใช้จ่ายอย่างประหยัด  และเมื่อนางเก็บออม  นางก็เก็บออมอย่างประหยัด

เหล่านั้นคือ   การงานของอัลเลาะฮ์(ที่พระองค์ทรงสั่งใช้) และการงานของอัลเลาะฮ์นั้น  ย่อมไม่สิ้นหวัง"    ท่านหญิงอาอิชะฮ์กล่าวว่า "เราได้สัมผัสน้ำหอมชะมดเฉียงที่แก้มของพวกเรา(ภรรยานบี)  ดังนั้น เมื่อคนใดจากพวกเรามีเงื่อ   น้ำหอมมันก็จะไหลฉะโลมอยู่บนใบหน้าของเรา  ดังนั้น  ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้เห็น  โดยท่านไม่ได้ตำหนิเลย"   ดู หนังสือ กุรร่อตุลอุยูน หน้า 64 ตีพิมพ์  มักตะบะฮ์ อัลกอฮิเราะฮ์ 

ท่าน อัตติฮามีย์  อัลอิดรีซีย์ อัลหะสะนีย์  กล่าวว่า

ท่านอิบนุยามูน (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ได้บอกกล่าวว่า  มารยาทในการร่วมหลับนอนนั้น  คือสามีต้องไม่ร่วมหลับนอนกับภรรยาโดยที่นางสวมเสื้อผ้า  แต่ให้นางถอดออกแล้วเข้าไปอยู่ในผ้าห่มร่วมกัน   เพราะซุนนะฮ์แล้วนั้น  คือการเปลื้องเสื้อผ้าออก  กล่าวคือ  อย่าร่วมหลับนอนโดยที่ทั้งสองเปลือยโล่ง(หมายถึงต้องอยู่ในผ้าห่ม)  ดังกล่าวนั้น  เพราะมีหะดิษระบุว่า "ผู้คนใดจากพวกท่านได้ร่วมหลับนอน  ทั้งสองก็อยว่าเปลือยเฉกเช่นลาสองตัว"  ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ในขณะทำการร่วมหลับนอนนั้น  ท่านจะปิดศีรษะ  ปิดเสียง  และกล่าวแก่ภรรยาว่า "เธอจงสงบนิ่งเถิด"

ท่านอัลค๊อฏฏอบ กล่าวว่า "สมควรอย่างยิ่งแก่ผู้ที่ร่วมหลับนอน  ให้เขาและภรรยาทำการปกปิดด้วยผ้าหนึ่งผืน  ไม่ว่าจะหันไปทางกิบลัตหรือไม่ก็ตาม"  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลมัดค๊อล ว่า "ไม่สมควรอย่างยิ่ง  ที่ทั้งสองร่วมหลับนอนแบบเปลือยโล่งโดยไม่มีสิ่งใดปกปิดบนทั้งสอง เพราะท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ห้ามและตำหนิสิ่งดังกล่าว  และท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า  ดังกล่าวนั้น  เสมือนกับการกระทำของลาสองตัว  และแท้จริง  ท่านอบูบักร อัศศิดดีก ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  ได้ปกปิดศีรษะของท่าน  เนื่องจากความละอายต่ออัลเลาะฮ์ ตะอาลา"  ดู หนังสือ กุรร่อตุลอุยูน หน้า 59

ท่าน อัตติฮามีย์  อัลอิดรีซีย์ อัลหะสะนีย์  กล่าวว่า

ท่านอิบนุยามูน (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ได้บอกกล่าวว่า  ให้สามีทำให้ปากของเขามีกลิ่นหอม  เช่น  ดอกก้านพลู   หมากฝรั่งหอม  และไม้หอมอินเดีย  เป็นต้น  เพราะสิ่งดังกล่าวทำให้มีความรักต่อกัน  และสิ่งดังกล่าวนั้น  ไม่ใช่กระทำเฉพาะในคืนเข้าหอเท่านั้น  แต่สมควรกระทำในเวลาอื่น ๆ ด้วย 

สุนัตให้ภรรยาแต่งตัวให้สวยงามต่อสามีและใส่น้ำหอม ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ภรรยาที่ดีเลิศนั้นคือไส่น้ำหอมและสะอาดสะอ้าน" ท่านซัยยิดินา อะลี (กัรร่อมัลลอฮุวัจญ์ฮะฮ์) กล่าวว่า "ภรรยาที่ดีเลิศในหมู่พวกท่านนั้น คือมีกลิ่นหอม ทำอาหารเก่ง ซึ่งเมื่อนางใช้จ่าย ก็จะใช้จ่ายอย่างประหยัด และเมื่อนางเก็บออม นางก็เก็บออมอย่างประหยัด เหล่านั้นคือการงานของอัลเลาะฮ์(ที่พระองค์ทรงสั่งใช้) และการงานของอัลเลาะฮ์นั้น ย่อมไม่สิ้นหวัง" ท่านหญิงอาอิชะฮ์กล่าวว่า "เราได้สัมผัสน้ำหอมชะมดเฉียงที่แก้มของพวกเรา(ภรรยานบี) 

ดังนั้น เมื่อคนใดจากพวกเรามีเงื่อ น้ำหอมมันก็จะไหลฉะโลมอยู่บนใบหน้าของเรา ดังนั้น ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เห็น โดยท่านไม่ได้ตำหนิเลย" ดู หนังสือ กุรร่อตุลอุยูน หน้า 64 ตีพิมพ์ มักตะบะฮ์ อัลกอฮิเราะฮ์ 

ท่าน อัตติฮามีย์  อัลอิดรีซีย์ อัลหะสะนีย์  กล่าวว่า

ท่านอิบนุยามูน (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ได้บอกกล่าวว่า  ไม่อนุญาตให้เจ้าบ่าวให้เงินแก่เจ้าสาวเพื่อให้นางแก้ปมผ้านุ่งของนาง  เพราะดังกล่าวนั้น คล้ายกับซินา  ดังนั้น  ผู้มีสติปัญญาโปรดระวังสิ่งดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับซุนนะฮ์ที่บริสุทธิ์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลมัดค๊อล ว่า "แท้จริง  ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในเมืองฟาซฺ  คือเมื่อสามีต้องการร่วมหลับนอนกับภรรยา  เขาจะมอบเงินให้แก่นางก่อนที่จะแก้ปมผ้านุ่งของนาง

ดังนั้น  บรรดาอุลามาอ์ได้ล่วงรู้สิ่งดังกล่าว  พวกเจาจึงกล่าวว่า  อันนี้เหมือนกับการทำซินา  พวกเขาจึงห้ามมัน"  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อันนะซีฮะห์ ว่า  "สามีต้องไม่มอบสิ่งใดแก่นางในขณะที่ต้องการจะร่วมหลับนอน  เพราะมันคล้ายกับการทำซินา  และการแก้ปมผ้านุ่งนั้นเป็นที่ทราบกันดีจากการกระทำของชาวมัฆริบ(โมร๊อคโค)บางส่วน"

ข้อควรระวัง

ท่านซัยยิด อุมัร บิน อับดุลวะฮ์ฮาบ  กล่าวว่า  สามีที่ร่วมหลับนอนกับภรรยาผู้เป็นหญิงพรหมจรรย์  อย่าทำการหลั่งข้างนอกจากตัวนางเหมือนที่บรรดาผู้โง่เขลาได้กระทำกัน  แต่ให้เขาจงหลั่งเข้าไปในมดลูกของนางอย่างรวดเร็ว  เพื่ออัลเลาะฮ์จะได้ประทานบุตรที่ดีให้แก่เขา  และเผื่อว่าบางครั้งมันอาจจะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่เขาจะได้ร่วมหลับนอนกับภรรยา  เนื่องจากความตายสามารถย่างเข้ามาได้ทุกเมื่อ

ท่านอิบนุยามูน ร่อฮิมะฮุลลอฮ์  กล่าวว่า  การร่วมหลับนอนนั้น  ถูกห้ามในสี่คืน  คือคืนวันอีดอัฏฮา  เพราะถูกกล่าวว่า  การร่วมหลับนอนในคืนอีดอัฏฮานั้นทำให้ลูกเป็นผู้ชอบนองเลือด  และคืนแรกของทุก ๆ เดือน  และคืนช่วงกลางเดือนของทุก ๆ เดือน  และคืนสุดท้ายของทุก ๆ เดือน  เพราะท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ท่านอย่าร่วมหลับนอนในคืนของต้นเดือนและคืนของกลางเดือน"

ท่านอิมามอัลฆอซาลี ร่อฮิมะฮุลลอฮ์  กล่าวว่า "มักโระฮ์กับร่วมหลับนอนในสามคืน  ช่วงแรกของคืน , ช่วงท้ายของคืน , และช่วงกลางของเดือน  ถูกกล่าวว่า  บรรดาชัยฏอนนั้นจะมาอยู่ร่วมในขณะที่ร่วมหลับนอนในค่ำคืนเหล่านี้  และกล่าวกันว่า  บรรดาชัยฏอนก็จะทำการร่วมหลับนอนในค่ำคืนเหล่านี้เช่นกัน  และได้รายงานกับการมักโระฮ์สิ่งดังกล่าว จากท่านอะลี , ท่านมุอาวียะฮ์ , และท่านอบูฮุร๊อยเราะฮ์ ร่อฮิยัลลอฮุอันฮุม  และถูกกล่าวว่า  การร่วมหลับนอนในค่ำคืนเหล่านี้  จะทำให้บุตรมีสติฟั่นเฟือน...วัลลอฮุอะลัม

แต่ทว่าการห้ามจากค่ำคืนเหล่านี้ อยู่ในความหมายของมักโระฮ์ไม่ใช่หะรอม

ท่านอิบนุยามูน ร่อฮิมะฮุลลอฮ์  กล่าวว่า  โปรดระวังการร่วมหลับนอนในขณะที่หิว , กระหาย , และโกรธเคือง  เพราะมันจะทำให้ลดพละกำลัง ตามที่ท่านอัรรอซีย์กล่าวไว้ , และในขณะที่ดีใจจนเกินเลยเพราะอาจจะทำให้หน้ามืด และในขณะที่อิ่มจนเพราะมันจะทำให้กระดูกข้อต่อตามร่างกายเจ็บ  และเช่นเดียวกันนี้  คือถัดจากการอดหลับอดนอนหรือมีความโศรกเศร้าเพราะมันจะทำให้ลดกำลัง และเช่นเดียวกันนี้  ก่อนจากร่วมหลับนอน  ไม่สมควรอาเจียร , ท้องร่วง , เกิดอาการเหน็ดเหนื่อย , สูญเสียเลือด , ปัสสาวะมาก , หรือประเภทใดประเภทหนึ่งของการสำรอกอาเจียน เพราะมันจะทำให้เกิดโทษตามที่ท่านอัรรอซีย์ได้กล่าวไว้...วัลลอฮุอะลัม

ท่านอัรรอซีย์ กล่าวว่า  ผู้ร่วมหลับนอนต้องระวังการร่วมหลับนอนในช่วงอากาศร้อนและช่วงอากาศเย็น  และสมควรร่วมหลับนอนให้น้อยในช่วงฤดูร้อยและฤดูหนาว  เพราะสมควรทิ้งการร่วมหลับนอนให้น้อยในช่วงเวลาที่อากาศไม่ดีและช่วงเกิดโรคระบาด

ท่านอิบนุยามูนกล่าวว่า การร่วมหลับนอนนั้นเป็นสิ่งที่อนุญาตในทุก ๆ ลักษณะที่สามารถกระทำได้  นอกจากสิ่งที่จะกล่าวต่อไป.....เพราะอัลเลาะฮ์ทรงตรัสไว้ความว่า "ดังนั้นพวกเจ้าจงเข้าสู่ไร่นาของพวกเจ้าตามแต่เข้าพึงประสงค์เถิด" อัลบะกอเราะฮ์ 123  หมายถึง  ไม่ว่าสภาพใดก็ตามที่พวกเจ้าต้องการหากสิ่งดังกล่าวนั้นอยู่ในสถานที่คลอดบุตร  บางทัศนะกล่าวว่า  มันหมายถึง  ในเวลาใดก็ตามที่พวกเจ้าต้องการ  และท่านอะลี  กัรร่อมัลลอฮุวัจญฺฮ์ กล่าวว่า "ภรรยาคือพาหนะที่สามีสามารถโดยสารได้ตามรูปแบบที่เขาต้องการ"

แต่ลักษณะที่ร่วมหลับนอนที่ดีนั้น  คือ สิ่งที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วในบทย่อยการร่วมหลับนอน จากคำกล่าวที่ว่า  "ให้สามีขึ้นอยู่บนตัวนางด้วยความนิ่งนวล..."  ถัดจากนั้นยังมีลักษณะอื่นอีกที่ท่านอิบนุยามูนได้กล่าวไว้คือ "ยิ่งกว่านั้น  ก็อนุญาตให้กระทำจากข้างหลังนางได้  หมายถึง  ให้อยู่ในสถานที่คลอดบุตร  เพราะมีหะดิษระบุความว่า "แท้จริงสามีของฉันได้ร่วมหลับนอนกับฉันทางด้านหลัง  ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ดังกล่าวนั้นไม่เป็นไรหรอก  ถ้าหากว่ามันอยู่ในรูเข็มเดียว"  หมายความว่า  อยู่ในอวัยวะเพศด้านหน้าของนาง

ผู้รู้บางส่วนกล่าวว่า "ท่วงท่าเช่นนี้ทำให้มีความสุขยิ่งกว่าทุก ๆ ท่วงท่า และยังทำให้มีพลานามัยให้กับร่างกายอีกด้วย"
ท่าน อัตติฮามีย์  อัลอิดรีซีย์ อัลหะสะนีย์  กล่าวว่า

ในขณะที่หลั่งหรือใกล้จะหลั่งนั้น  สุนัติให้สามีอ่านอายะฮ์ต่อไปนี้ในใจโดยไม่ต้องกระดิกริมฝีปากว่า

وَهُوَ الَّذِي خَلَقَ مِنَ الْمَاء بَشَراً فَجَعَلَهُ نَسَباً وَصِهْراً وَكَانَ رَبُّكَ قَدِيراً

"และพระองค์ทรงบันดาลมนุษย์มาจากน้ำ(อสุจิ) แล้วทรงบันดาลเขามีการสืบสายตระกูลและมีการเกี่ยวดองกันและองค์อภิบาลของเจ้าทรงเดชานุภาพยิ่งนัก"  อัลฟุรกอน 54

เมื่อสามีหลั่งก่อนภรรยา  ก็ให้สามีทำการประวิงเวลาจนกระทั่งนางหลั่ง  เพราะดังกล่าวนั้นเป็นซุนนะฮ์   มีหะดิษระบุว่า  "พวกท่านจงทำให้พวกนางพอใจเถิด  เพราะความพอใจของพวกนางนั้นคือในเรื่องเพศของพวกนาง(หมายถึงการร่วมหลับนอนกับพวกนาง)"  และมีหะดิษระบุอีกว่า "อารมณ์นั้นมีอยู่ 10 ส่วน  9 ส่วนเป็นของสตรี และส่วนที่ 10 เป็นของบุรุษ นอกจากเสียว่าอัลเลาะฮ์ทรงปกปิดพวกนางด้วยความละอาย"

ในหะดิษระบุว่า "เมื่อน้ำหลั่งของสามีสูงกว่าน้ำหลั่งของภรรยา  บุตรที่เกิดมาก็จะคล้ายกับบรรดาพี่น้องทางฝ่ายพ่อ  และหากน้ำหลั่งของภรรยาสูงกว่าน้ำหลั่งของสามี  บุตรที่เกิดมาก็จะคล้ายกับบรรดาพี่น้องทางฝ่ายแม่"  รายงานโดยบุคคอรีและมุสลิม

ท่านอิบนุยามูน ร่อฮิมะฮุลลอฮ์  กล่าวต่อไปว่า  การร่วมหลับนอนนั้น  ให้ห่างไกลในท่วงท่ายืนเพราะมันจะทำให้ไตและหัวเขาอ่อนแอ  และให้ห่างไหลในท่วงท่านั่งเพราะจะทำให้เจ็บไต  ช่วงท้อง และกล้ามเนื้อ  และอาจจะทำให้เกิดบาดแผลฟกช้ำแก่ฝ่ายชายได้  และเฉกเช่นเดียวกัน  ก็ให้ห่างไหลในท่วงท่าด้านข้างเพราะจะทำให้เกิดโทษกับสะโพก  และเช่นเดียวกันนี้  ให้ห่างไกลจากการที่ฝ่ายหญิงขึ้นบนฝ่ายชายเพราะอาจจะทำให้เกิดบาดแผลฟกช้ำตรงปลายอวัยวะเพศของฝ่ายชาย

ได้กล่าวไว้ในหนังสืออันนะซีหะฮ์  ความว่า "การร่วมหลับนอนในท่วงท่าด้านข้างจะทำให้เกิดอาการเจ็บที่สีข้าง  หมายถึง  บางครั้งอาจจะทำให้สีข้างด้านใดด้านหนึ่งอ่อนแอและป่วยได้ และบางครั้งอาจจะทำให้น้ำอสุจิหลั่งยากลำบาก"  แต่ให้นางนอนหงายโดยยกขาสองข้างขึ้น  เพราะมันเป็นท่วงท่าที่ดีที่สุด

ท่านอิบนุอามูน  ร่อฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า  การร่วมหลับนอนนั้น  พึงระวังการปฏิบัติกันบนดาดฟ้าและใต้ต้นไม้ที่ออกผล  เพราะมันจะให้มีผลต่อบุตร  และเช่นเดียวกันนี้  พึงระวังการร่วมหลับนอนโดยหันหน้าไปทางกิบลัตหรือหันหลังไปทางกิบละฮ์ในขณะที่อยู่ในพื้นที่โล่ง หมายถึง ทะเลทราย  เป็นต้น  ดังนั้น  ถ้าหากอยู่ในบ้าน  ทัศนะที่เลื่องลือแล้วนั้น  อนุญาตให้กระทำได้  ซึ่งได้บ่งบอกไว้ในหนังสือ อัลมุคตะซ๊อร  ว่า  ในบ้านนั้นอนุญาตให้ทำการร่วมหลับนอน  ทำการปัสสาวะ  อุจจาระ  โดยหันหน้าและหันหลังไปทางกิบลัต  ถึงหากแม้นว่าไม่มีความจำเป็นก็ตาม  แต่ทางที่ดีแล้วให้มีสิ่งมาปิดกั้น  

และเช่นเดียวกันนี้  พึงระวังการร่วมหลับนอนโดยหันหน้าไปทางจันทร์เพ็ญและดวงอาทิตย์  เพราะได้มีรายงานว่า ทั้งสองจะทำการสาปแช่งผู้กระทำสิ่งดังกล่าว  เหมือนที่ได้กล่าวไว้ในหนังสืออัลมัดค๊อล  แต่ตามทัศนะที่เลื่องลือนั้น อนุญาตให้กระทำได้  แต่ตามทัศนะที่เลือกเฟ้นแล้ว  คือ  สมควรละทิ้ง  เพราะว่าอาจจะมีผลร้ายเกิดขึ้น  และบางทัศนะกล่าวว่า  การร่วมหลับนอนบนดาดฟ้า  ใต้ต้นไม้ที่ออกผล  หันหน้าไปทางดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  จะทำให้บุตรเป็นคนชอบลักขโมยและยิ่งยะโสอวดดี  วัลลอฮุอะลัม

เกล็ดความรู้

ในหนังสือหะดิษมุสนัดของท่านอับบัซซาร  กล่าวรายงานถึงท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ความว่า "ผู้ใดนั่งปัสสาวะหันหน้าไปทางกิบลัต แล้วเขานึกออก  ดังนั้น  เขาก็ผินออกจากทิศกิบลัตเพื่อให้เกียรติ  โดยเขาไม่ยืนขึ้นจากสถานที่นั้น  อัลเลาะฮ์ก็จักทรงอภัยให้แก่เขา"

เกล็ดความรู้ที่มีประโยชน์

ท่านอิมามอัลฆอซะลีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮ์  กล่าวว่า   "สมควรสำหรับผู้ที่มีญุนุบ  อย่าทำการโกน  ตัดเล็บ  ทำให้เลือดออก  หรือเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกจากร่างกาย  เพื่อไม่ให้มันคงมีญุนุบในวันอาคิเราะฮ์ในขณะที่ดังกล่าวได้หวนกลับมายังเขา"

ท่านอิบนุอามูน  ร่อฮิมะฮุลลอฮ์  กล่าวว่า  สุนัตให้ผู้มีญุนุบ  ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย  ทำการอาบน้ำละหมาดในขณะต้องการนอน  เผื่อว่าเขาจะมีความตื่นตัวเพื่อจะทำการอาบน้ำและนอนในลักษณะที่มีฮะดัษใหญ่   ได้กล่าวไว้ในหนังสืออัลมุเดาวะนะฮ์ว่า  ท่านอิมามมาลิกกล่าวว่า  "คนมีญุนุบนั้นอย่านอนในกลางวันหรือกลางคืนจนกระทั่งเขาได้อาบน้ำละหมาดเสียก่อน"

ท่านอิบนุอะร่อฟะฮ์  กล่าวว่า  "การอาบน้ำละหมาดของคนมีญุนุบเพื่อทำการนอนนั้น  เป็นสิ่งที่มัสตะฮับ(ส่งเสริมให้กระทำ) หากแม้นว่าจะอยู่ในช่วงกลางวันก็ตาม  และท่านอิบนุหะบีบถึงว่าเป็นวายิบ"

ที่มา:   muslimchiangmai.net

บทความที่น่าสนใจ

อัพเดทล่าสุด