ทำไมมุสลิมไม่กินหมู? คำตอบอยู่ที่นี่ ตอนที่ 1
บทความโดย: ผศ.ดร. วิศรุต เลาะวิถี
ในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างประเทศไทย การอยู่ร่วมกันระหว่างเพื่อนต่างศาสนิกเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน โรงเรียน หรือชุมชน สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักสงสัย และอาจเคยตั้งคำถามในใจ เมื่อร่วมโต๊ะอาหารกับเพื่อนมุสลิมคือ "ทำไมมุสลิมถึงไม่กินหมู?" บางคนอาจคิดว่า เป็นเพราะมุสลิมแพ้หมู หรือหมูเป็นสัตว์สกปรกเพียงอย่างเดียว หรือบางคนอาจเข้าใจผิดว่า หมูเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามแตะต้อง บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของข้อห้ามนี้ เพื่อให้เราเข้าใจเพื่อนมุสลิมได้ดียิ่งขึ้น
เหตุผลหลักและเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่มุสลิมไม่บริโภคเนื้อสุกร มิได้เกิดจากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์หรือสุขภาพเป็นอันดับแรก แต่เกิดจาก "ความศรัทธา" และ "การน้อมรับคำสั่งใช้" ของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮ์) ศาสนาอิสลามมีคัมภีร์อัลกุรอานเป็นธรรมนูญสูงสุดในการดำเนินชีวิต ซึ่งในคัมภีร์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการห้ามบริโภคเนื้อสุกร ตัวอย่างเช่นในบทอัล-บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 173 ที่ระบุความว่า:
"ความจริง พระองค์ทรงห้ามพวกเจ้าเพียงแต่สัตว์ที่ตายเอง และเลือด และเนื้อสุกร และสัตว์ที่ถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮ์ (เมื่อถูกเชือด)..."
สำหรับมุสลิม การปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ถือเป็นการทดสอบความศรัทธาและความเชื่อมั่นที่มีต่อพระเจ้า เป็นการฝึกฝนความอดทนและการละเว้นในสิ่งที่ตนเองอาจจะชอบหรืออยากลิ้มลอง เพื่อแสดงความจงรักภักดีสูงสุด ดังนั้น เมื่อมุสลิมปฏิเสธหมู มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติหรือความสะอาด แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ
มีเพื่อนต่างศาสนิกจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า มุสลิมไม่กินหมูเพราะหมูเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนกับที่บางความเชื่อเคารพวัว แต่ในความเป็นจริงแล้วตรงกันข้าม ในทัศนะของอิสลาม หมูถูกจัดอยู่ในประเภท "นะยิส" (Najis) หรือสิ่งสกปรกตามหลักศาสนบัญญัติ ซึ่งรวมถึงเลือด น้ำลาย และซากสัตว์ การสัมผัสหรือบริโภคสิ่งเหล่านี้ทำให้สถานะความสะอาดทางศาสนาเสียไป และจำเป็นต้องมีการชำระล้างตามขั้นตอนที่กำหนด ดังนั้น การไม่กินหมูจึงมิได้เกิดจากการยกย่องบูชา แต่เกิดจากการมองว่า เป็นสิ่งที่ไม่สะอาดและต้องหลีกเลี่ยง
แม้เหตุผลหลักจะเป็นเรื่องของศรัทธา แต่ในมุมมองของนักวิชาการมุสลิมและนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน ก็ได้พยายามอธิบายเหตุผลสนับสนุนในเชิงสุขอนามัยด้วย ธรรมชาติของสุกรเป็นสัตว์ที่กินอาหารได้แทบทุกอย่าง (Scavenger) รวมถึงซากพืชซากสัตว์และสิ่งปฏิกูล ระบบการย่อยอาหารของหมูทำงานรวดเร็วมาก (ประมาณ 4 ชั่วโมง) ซึ่งแตกต่างจากสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่างวัวที่ใช้เวลานานกว่ามากในการย่อยและกลั่นกรองสารพิษ ทำให้สารพิษจากอาหารที่หมูกินเข้าไปอาจสะสมอยู่ในชั้นไขมันและเนื้อเยื่อได้มากกว่า
นอกจากนี้ ในอดีตเนื้อสุกรที่ปรุงไม่สุกดี ยังเป็นพาหะของพยาธิตัวตืดและเชื้อโรคหลายชนิด ซึ่งในยุคที่การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า การบริโภคเนื้อสุกรอาจนำไปสู่โรคระบาดร้ายแรงได้ การห้ามบริโภคจึงอาจมองได้ว่าเป็นกุศโลบายในการปกป้องสุขภาพของมนุษย์ในยุคนั้นด้วย
ศาสนาอิสลามมิใช่ศาสนาที่ตึงเครียดจนหาทางออกไม่ได้ หลักการศาสนามีความยืดหยุ่นในสถานการณ์ที่จำเป็นถึงแก่ชีวิต หากมุสลิมตกอยู่ในสภาวะคับขัน เช่น อดอยากจนเกือบจะเสียชีวิต หรือหลงป่าและไม่มีอาหารอื่นใดนอกจากเนื้อหมู ศาสนาอนุญาตให้บริโภคเนื้อหมูได้ในปริมาณที่เพียงพอแก่การประทังชีวิต เพื่อรักษาชีวิตรอดไว้ โดยไม่ถือว่าเป็นบาป นี่แสดงให้เห็นว่า "ชีวิตมนุษย์" มีความสำคัญสูงสุดในหลักการอิสลาม
สรุปได้ว่า การที่มุสลิมไม่กินหมู คือวิถีปฏิบัติที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 1,400 ปี เป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาและวินัยในการดำเนินชีวิต เมื่อเราเข้าใจที่มาที่ไปเช่นนี้แล้ว เมื่อเห็นเพื่อนมุสลิมหลีกเลี่ยงเมนูหมู หรือสอบถามส่วนผสมของอาหารอย่างละเอียด เราจะเข้าใจได้ว่า นั่นมิใช่ “ความเรื่องมาก” แต่เป็นความใส่ใจในศรัทธาของตนเอง
การอยู่ร่วมกันในสังคมไทยที่งดงามด้วยความหลากหลาย การเรียนรู้และเคารพข้อปฏิบัติของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน หรือประเพณีปฏิบัติ จะช่วยสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง ทำให้เราสามารถนั่งล้อมวงทานข้าวด้วยกันได้อย่างมีความสุข แม้ว่าในจานของเรา จะมีเมนูที่แตกต่างกันก็ตาม
บทความที่น่าสนใจ
