เมื่อสงครามเข้าสู่เขตศักดิ์สิทธิ์: ประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่กระทบมัสยิดอัลฮะรอมหลังยุคซอฮาบะฮ์

เมื่อสงครามเข้าสู่เขตศักดิ์สิทธิ์: ประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่กระทบมัสยิดอัลฮะรอมหลังยุคซอฮาบะฮ์
มัสยิดอัลฮะรอมในนครมักกะฮ์เป็นศูนย์กลางทางศาสนาของมุสลิมทั่วโลก เป็นที่ตั้งของกะอ์บะฮ์และสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญในการแสวงบุญ แต่ตลอดประวัติศาสตร์ ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ทำให้พ้นจากความขัดแย้งทางการเมือง การแย่งชิงอำนาจ และความรุนแรงจากกลุ่มติดอาวุธ

เหตุการณ์ที่กระทบมัสยิดอัลฮะรอมมีหลายลักษณะ ตั้งแต่การปล้นทรัพย์จากกะอ์บะฮ์ การสังหารผู้แสวงบุญ การยิงปืนใหญ่ระหว่างการรบในเมือง ไปจนถึงการยึดมัสยิดและปฏิบัติการยึดคืน การศึกษาประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงต้องพิจารณาทั้งผู้กระทำ วัตถุประสงค์ และสถานที่เกิดเหตุ แทนการถือว่าทุกครั้งเป็นการโจมตีในรูปแบบเดียวกัน

ขอบเขตของเรื่อง: มัสยิด กะอ์บะฮ์ และนครมักกะฮ์

กะอ์บะฮ์คือตัวอาคารศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ภายในมัสยิดอัลฮะรอม ส่วนเขตฮะรอมของมักกะฮ์ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าตัวมัสยิด ดังนั้น การยึดครองนครมักกะฮ์หรือการสู้รบในพื้นที่แสวงบุญจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการโจมตีตัวมัสยิดโดยตรง

บทความนี้เลือกกล่าวถึงสี่เหตุการณ์สำคัญหลังสิ้นยุคซอฮาบะฮ์ โดยนับรวมการใช้กำลังติดอาวุธที่กระทบมัสยิดหรือกะอ์บะฮ์โดยตรง ไม่ใช่บัญชีครบถ้วนของสงครามทุกครั้งในนครมักกะฮ์

เหตุการณ์ล้อมมักกะฮ์ใน ค.ศ. 683 และ 692 แม้ทำให้กะอ์บะฮ์เสียหาย แต่ยังเกิดในช่วงที่มีซอฮาบะฮ์มีชีวิตอยู่ โดยอับดุลลอฮ์ อิบนุซซุบัยร์ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในความขัดแย้งนั้น ก็เป็นซอฮาบะฮ์ด้วย จึงอยู่นอกขอบเขตของบทความนี้ — การล้อมมักกะฮ์ปี 683, การล้อมมักกะฮ์ปี 692

ค.ศ. 865: การก่อกบฏและการปล้นทรัพย์จากกะอ์บะฮ์

ใน ค.ศ. 865 หรือ ฮ.ศ. 251 อิสมาอีล อิบนุยูซุฟ ซึ่งสืบเชื้อสายจากตระกูลของท่านอะลี นำกำลังเข้ามักกะฮ์ท่ามกลางความปั่นป่วนของอำนาจอับบาซียะฮ์ ผู้ปกครองเมืองหลบหนี และเกิดการสังหารทหารกับชาวเมืองบางส่วน

บันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่า กองกำลังของเขานำทอง เงิน เครื่องหอม และผ้าคลุมกะอ์บะฮ์ออกไป ต่อมายังปิดล้อมเมืองและขัดขวางเสบียง ทำให้ประชาชนประสบความอดอยากและขาดแคลนน้ำ ความรุนแรงขยายไปถึงผู้แสวงบุญที่อะเราะฟะฮ์ และขัดขวางการประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนั้น — บันทึกเหตุการณ์ ฮ.ศ. 251

เหตุการณ์นี้ต้องแยกสถานที่ให้ชัด การปล้นทรัพย์จากกะอ์บะฮ์กระทบศาสนสถานโดยตรง ขณะที่การสังหารผู้แสวงบุญที่อะเราะฟะฮ์เกิดนอกตัวมัสยิด ทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เหตุการณ์ในตำแหน่งเดียวกัน

ค.ศ. 930: กอรอมิเฏาะฮ์บุกมักกะฮ์และนำหินดำออกไป

ใน ค.ศ. 930 หรือ ฮ.ศ. 317 กองกำลังกอรอมิเฏาะฮ์ หรือ Qarmatians ภายใต้การนำของอบูฏอฮิร อัลญันนาบี บุกนครมักกะฮ์ระหว่างช่วงฮัจญ์ กลุ่มนี้เป็นขบวนการทางศาสนาและการเมืองที่มีรากจากอิสมาอีลียะฮ์ และมีฐานอำนาจในอาระเบียตะวันออก

การบุกครั้งนี้นำไปสู่การสังหารผู้แสวงบุญและการปล้นเมือง โดยการกระทำที่ส่งผลสะเทือนอย่างยิ่งคือการนำหินดำ หรือฮะญัรอัลอัสวัด ออกจากกะอ์บะฮ์ไปยังดินแดนของกอรอมิเฏาะฮ์ หินดำถูกนำกลับใน ค.ศ. 951 หรือ ฮ.ศ. 339 หลังหายไปประมาณ 22 ปีตามการนับปีฮิจเราะฮ์ — ประวัติการบุกมักกะฮ์ปี 930

เหตุการณ์นี้กระทบทั้งชีวิตผู้ประกอบศาสนกิจและองค์ประกอบสำคัญของกะอ์บะฮ์ อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตที่ปรากฏในแหล่งประวัติศาสตร์แตกต่างกัน จึงควรระมัดระวังการอ้างตัวเลขเป็นข้อยุติ

การอธิบายรากทางศาสนาของกอรอมิเฏาะฮ์ก็ต้องจำกัดอยู่ที่ขบวนการนี้โดยเฉพาะ ไม่ควรนำการกระทำของกลุ่มไปอธิบายว่าเป็นจุดยืนของชีอะห์ทั้งหมด

ค.ศ. 1916: กะอ์บะฮ์ท่ามกลางการกบฏอาหรับ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชารีฟฮุเซน อิบนุอะลี ผู้ปกครองมักกะฮ์ เปิดการกบฏต่อจักรวรรดิออตโตมันใน ค.ศ. 1916 หรือ ฮ.ศ. 1334 กองกำลังฝ่ายเขาโจมตีทหารออตโตมันที่ประจำอยู่ในเมือง และฝ่ายออตโตมันตอบโต้ด้วยปืนใหญ่

รายงานระบุว่ากระสุนกระทบกะอ์บะฮ์และทำให้ผ้าคลุมเกิดไฟไหม้ คำประกาศของชารีฟฮุเซนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 1916 กล่าวถึงความเสียหายดังกล่าว และใช้เป็นข้อกล่าวหาต่อการปกครองของออตโตมัน — ยุทธการมักกะฮ์ปี 1916, คำประกาศของชารีฟฮุเซน

บริบทของครั้งนี้คือการรบเพื่อควบคุมเมือง ความเสียหายต่อศาสนสถานเกิดระหว่างการเผชิญหน้าทางทหาร การประเมินหลักฐานจึงต้องแยกระหว่างรายงานว่ากะอ์บะฮ์ได้รับความเสียหาย กับข้อกล่าวหาว่าฝ่ายใดมีเจตนาทำลายกะอ์บะฮ์โดยตรง

คำประกาศของชารีฟฮุเซนมีคุณค่าในฐานะเอกสารร่วมสมัย แต่ผู้ประกาศเป็นคู่ขัดแย้งด้วย จึงควรอ่านควบคู่กับแหล่งอื่นและคำนึงถึงวัตถุประสงค์ทางการเมืองของเอกสาร

ค.ศ. 1979: การยึดมัสยิดของกลุ่มญุฮัยมาน

เช้าวันที่ 20 พฤศจิกายน 1979 ตรงกับวันที่ 1 มุฮัรรอม ฮ.ศ. 1400 หลังละหมาดศุบฮ์ กลุ่มติดอาวุธที่นำโดยญุฮัยมาน อัลอุตัยบี เข้าควบคุมมัสยิดอัลฮะรอม ปิดประตู และวางกำลังตามส่วนต่าง ๆ รวมถึงหออะซาน อาวุธและเสบียงถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า โดยอาวุธบางส่วนซ่อนอยู่ในโลงศพ — ลำดับเหตุการณ์จาก Arab News

กลุ่มญุฮัยมานประกาศว่า มุฮัมมัด อับดุลลอฮ์ อัลเกาะห์ฏอนีเป็นมะฮ์ดี และเรียกร้องให้ผู้คนให้สัตยาบันแก่เขา พร้อมปฏิเสธความชอบธรรมของราชวงศ์ซาอุดีและผู้นำศาสนาที่สนับสนุนรัฐ ผู้ประกอบศาสนกิจบางส่วนหลบหนีได้ ขณะที่อีกส่วนติดอยู่ภายในมัสยิด — รายงานเหตุการณ์

กองกำลังซาอุดีอาระเบียเข้าปฏิบัติการยึดคืน การต่อสู้ยืดเยื้อไปถึงพื้นที่ใต้ดินและสิ้นสุดวันที่ 4 ธันวาคม 1979 อัลเกาะห์ฏอนีเสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ ส่วนญุฮัยมานถูกจับและถูกประหารในเดือนมกราคม 1980 มีผู้เสียชีวิตทั้งเจ้าหน้าที่ กลุ่มติดอาวุธ และพลเรือน — รายละเอียดการยึดมัสยิดปี 1979

กลุ่มญุฮัยมานมีพื้นฐานจากแนวสะละฟีในซุนนี แต่การอ้างบุคคลเป็นมะฮ์ดีและการยึดมัสยิดด้วยอาวุธเป็นการตัดสินใจของกลุ่มเฉพาะ ไม่ใช่จุดยืนร่วมของซุนนีหรือสะละฟีทั้งหมด — ประวัติญุฮัยมาน

เมื่อศึกษาครั้งนี้ ต้องแยกการยึดมัสยิดโดยกลุ่มติดอาวุธออกจากปฏิบัติการของรัฐเพื่อยึดคืน แม้เกิดภายในเหตุการณ์เดียวกัน แต่ผู้กระทำและวัตถุประสงค์แตกต่างกัน

ความศักดิ์สิทธิ์กับความขัดแย้งทางอำนาจ

เหตุการณ์ทั้งสี่แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงที่กระทบมัสยิดอัลฮะรอมไม่ได้มีสาเหตุเดียวกัน ปี 865 เกี่ยวข้องกับการก่อกบฏและการปล้น ปี 930 เป็นการบุกที่กระทบผู้แสวงบุญและหินดำ ปี 1916 เป็นการรบแย่งอำนาจควบคุมเมือง ส่วนปี 1979 เป็นการยึดมัสยิดโดยกลุ่มที่อ้างมะฮ์ดี ตามด้วยปฏิบัติการยึดคืนของรัฐ

ประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงควรอ่านผ่านหลักฐานของแต่ละเหตุการณ์ โดยแยกข้อเท็จจริงออกจากคำกล่าวอ้าง แยกสถานที่เกิดเหตุให้ชัด และหลีกเลี่ยงการนำการกระทำของผู้ปกครองหรือกลุ่มติดอาวุธหนึ่งกลุ่มไปเหมารวมกับมุสลิมทั้งแนวทาง การศึกษาด้วยวิธีนี้ช่วยให้เข้าใจทั้งความเสียหายต่อศาสนสถานและเงื่อนไขทางการเมืองที่ทำให้ความรุนแรงเข้าสู่เขตศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างรอบด้าน

 บทความที่น่าสนใจ