ขอบเขตของความสวยงามในศาสนา โดยเฉพาะประเด็น "การย้อมผม" ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวของมุสลิม อิสลามเป็นศาสนาที่สอดคล้องกับธรรมชาติ (ฟิฏเราะฮฺ) พระผู้เป็นเจ้าทรงรักความสวยงาม ดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) วจนะว่า:
«إن الله جميلٌ يحب الجمال»
"แท้จริงอัลลอฮฺทรงงดงาม และพระองค์ทรงรักความสวยงาม" (บันทึกโดยมุสลิม)
อีกทั้งยังกำชับให้เราดูแลเส้นผมให้มีเกียรติและสะอาดสะอ้าน ตามวจนะที่ว่า:
«من كان له شَعرٌ فليُكرمه»
"ผู้ใดที่มี (เส้น) ผม จงให้เกียรติแก่ (เส้น) ผม" (บันทึกโดยอบูดาวูด และชัยคฺ อัล-อัลบานี ระบุว่า ศอฮีฮฺ)
อย่างไรก็ตาม อิสลามได้วางกรอบเกณฑ์เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความงามทางโลกและความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ โดยมีหลักพิจารณาสำคัญดังต่อไปนี้:
ข้อผ่อนปรนและสุนนะฮฺในการย้อมผม
โดยพื้นฐานแล้ว การย้อมผมเพื่อปกปิดความชรา (ผมหงอก) หรือเพื่อเอาใจคู่ครอง เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติและบางกรณีถือเป็นสิ่งที่ควรทำ (มุสตะฮับ) ท่านนบีได้สนับสนุนให้มุสลิมสร้างความแตกต่างจากแนวปฏิบัติของชาวยิวและคริสเตียนในยุคนั้นที่ไม่นิยมย้อมผม ดังวจนะที่ว่า:
«إن اليهود والنصارى لا يصبغون فخالفوهم»
*"แน่นอน ชาวยิว และ ชาวคริสต์ พวกเขาไม่ย้อมผม ดังนั้น พวกท่านจงทำให้ต่างจากพวกเขา"* (บันทึกโดยอัลบุคอรี)
โดยวัสดุที่ได้รับการรับรองและปลอดภัยที่สุดคือวัสดุธรรมชาติ เช่น ใบเทียน (ฮินนาอฺ) หรือหญ้าฝรั่น (ซัฟฟรอน) ซึ่งนอกจากจะให้สีสันที่สวยงามแล้ว ยังไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อีกทั้งการมีสีเคลือบเส้นผมตามธรรมชาตินี้ก็ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อความเซาะฮฺ (ใช้ได้) ของการอาบน้ำละหมาด
เหตุใดจึงห้ามย้อมผม "สีดำ"?
หลักฐานเชิงประจักษ์ในประเด็นนี้คือเหตุการณ์ในวันพิชิตมักกะฮฺ เมื่อท่านอบูกุฮาฟะฮฺ (บิดาของท่านอบูบักร) ถูกนำตัวมาพบท่านนบีในสภาพที่ศีรษะและหนวดเคราขาวโพลนราวกับปุยเมฆ ท่านนบีจึงสั่งการว่า:
«غيروا هذا بشيءٍ واجتنبوا السَّواد»
*"จงเปลี่ยนสีผมนี้ด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเถิด แต่จงหลีกเลี่ยงสีดำ"* (บันทึกโดยมุสลิม)
นักวิชาการมีมุมมองต่อการห้ามย้อมสีดำหลากหลายทัศนะ ทว่าจุดยืนที่รัดกุมและปลอดภัยที่สุดคือ "การหลีกเลี่ยง" (ส่วนใหญ่มองว่าเป็น มักรูฮฺ หรือ ฮะรอม ตามแต่เจตนา) เนื่องจากสีดำมักแฝงไว้ด้วย "การหลอกลวง" โดยเฉพาะการปกปิดวัยที่แท้จริงเพื่อผลประโยชน์บางประการ เช่น การดูตัวเพื่อแต่งงาน ซึ่งขัดกับหลักความซื่อสัตย์ในอิสลาม ข้อยกเว้นเดียวที่ปราชญ์อนุโลมให้ย้อมสีดำได้ คือในยามศึกสงครามเพื่อสร้างความน่าเกรงขามและแสดงความแข็งแกร่งต่อศัตรู
การเปลี่ยนสีผมตามแฟชั่นตะวันตกและการโกรกผม
ในยุคปัจจุบันที่มีวิวัฒนาการทางเคมี การกัดสีผม (โกรก) เพื่อเปลี่ยนสีผมดั้งเดิมให้เป็นสีฉูดฉาดตามแฟชั่นตะวันตก เช่น สีแดง สีเขียว หรือสีบลอนด์สว่าง นักวิชาการร่วมสมัยมองว่าพฤติกรรมนี้เข้าข่ายการกระทำที่ต้องห้ามใน 2 ประการหลัก คือ:
*การเปลี่ยนแปลงการสร้างสรรค์ของอัลลอฮฺ (ตัฆยีร ค็อลกิลลาฮฺ): อันเกิดจากความไม่พึงพอใจในอัตลักษณ์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของชัยฏอนที่คอยล่อลวงให้มนุษย์เปลี่ยนสภาวะเดิมของตนเอง ดังปรากฏในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ อายะฮฺที่ 119
*การเลียนแบบกลุ่มชนอื่น (ตัชับบุฮฺ): ท่านนบีได้เตือนสติว่า *"ผู้ใดเลียนแบบกลุ่มชนใด เขาก็คือส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้น"* (บันทึกโดยอบูดาวูด) นอกจากนี้ การใช้วัสดุสังเคราะห์ทางเคมียังเสี่ยงต่อการเกิดโทษมากกว่าคุณ ซึ่งขัดกับหลักการรักษาความปลอดภัยต่อชีวิตและร่างกาย
บทสรุป
การรักสวยรักงามในอิสลามมิใช่เรื่องผิดบาป ทว่าต้องตั้งอยู่บนฐานของความพอดี ไม่หลอกลวงผู้อื่น ไม่เป็นอันตรายต่อตนเอง และไม่ละทิ้งอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมเพื่อวิ่งตามกระแสสังคม การปฏิบัติตามซุนนะฮฺด้วยการใช้วัสดุธรรมชาติและการหลีกเลี่ยงย้อมผมด้วยสีดำ จึงเป็นทางออกที่งดงาม สมบูรณ์แบบทั้งในแง่ของสุนทรียศาสตร์และหลักนิติศาสตร์อิสลาม
วัลลอฮุอะอฺลัม (อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง)
บทความที่น่าสนใจ
- วิธีทำน้ำดุอาร์ มีแบบอย่างท่านบีหรือไม่? (มีวิธีการอย่างไร)
- ดุอาอฺขอให้มีลูก ข้อปฏิบัติขณะมีเพศสัมพันธ์ตามซุนนะห์
- ความประเสริฐของการอาบน้ำในวันศุกร์
- ซูเราะห์ที่อ่านในวันศุกร์ มีความประเสริฐอย่างไหร่?
- เจ้าบ่าวแตะหน้าผากเจ้าสาว มีดุอาอ์แบบอย่างหรือไม่?
- ละหมาดสุนัต 25 ประเภท มีอะไรบ้าง?
- การกล่าวตักบีรในวันอีด พร้อมความหมาย
- 10 วิธีเพิ่มพูนริสกี ที่พ่อค้าแม่ค้า นักธุรกิจมุสลิมต้องอ่าน!
- ละหมาดซุนนะห์ ก่อนหลัง เขาจะพ้นจากไฟนรก
- เสียน้ำละหมาด เดินออกจากแถวในสภาพมือปิดจมูก ซุนนะฮฺนบี
- ผู้ที่ตายชะฮีดแต่..มีหนี้สิน
- ดุอาอฺให้ตนเอง และลูกหลานเป็นผู้รักษาการละหมาด
- มุสลิมระวัง คำหยาบคาย จะนำไปสู่ไฟนรกได้
- ซุนนะฮฺในวันอีด ท่านนบีทำอะไรบ้างในวันอีด?
- น้ำผึ้งกับอาการท้องเสีย ท่านนบีแนะนำไว้อย่างไร? เปิดเรื่องราวจากหะดีษ
- มะฮัรตามซุนนะห์เป็นอย่างไร?