เศาะฮาบะฮฺได้ยินเสียงดนตรีทำอย่างไร?


เศาะฮาบะฮฺได้ยินเสียงดนตรีทำอย่างไร? เราได้ยินเสียงดนตรีทำอย่างไร?


เศาะฮาบะฮฺได้ยินเสียงดนตรีทำอย่างไร? เราได้ยินเสียงดนตรีทำอย่างไร?

บทความโดย: อ.มุรีด ทิมะเสน

ท่านนาฟิอฺ رحمه الله (เป็นคนรับใช้ของท่านอิบนุ อุมัรฺ) เล่าว่า

سَمِعَ ابْنُ عُمَرَ مِزْمَارًا قَالَ فَوَضَعَ إِصْبَعَيْهِ عَلَى أُذُنَيْهِ، وَنَأَى عَنِ الطَّرِيقِ، وَقَالَ لِي يَا نَافِعُ هَلْ تَسْمَعُ شَيْئًا؟ قَالَ فَقُلْتُ لَا، قَالَ فَرَفَعَ إِصْبَعَيْهِ مِنْ أُذُنَيْهِ، وَقَالَ «كُنْتُ مَعَ النَّبِيِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَسَمِعَ مِثْلَ هَذَا فَصَنَعَ مِثْلَ هَذَا»

“ท่านอิบนุ อุมัรฺได้ยินเสียงร้องรำทำเพลง [1] (จากงานรื่นเริง), ท่านนาฟิอฺเล่าว่า เขาเอามือทั้งสองอุดหูทั้งสองของเขา, (ครั้น) เขาเดินออกมาไกล (จากที่นั่น), เขาจึงเอยกับฉันว่า โอ้....ท่านนาฟิอฺ ท่านได้ยินเสียงอะไรอีกไหม?, เขาตอบว่า ไม่ได้ยินขอรับ เช่นนั้นเขาจึงปล่อยนิ้วออกจากหูทั้งสองของเขา, แล้วท่านอิบนุ อุมัรฺก็เอ่ยขึ้นว่า ฉันเคยอยู่ร่วมกับท่านรสูลุลลอฮฺ, ท่านรสูลได้ยินเฉกเช่น (ฉันได้ยิน) นั้นแหละ แล้วท่านรสูลก็ทำเฉกเช่น (ฉันทำ) นั้นแหละ” [2]

สิ่งที่ได้รับจากหะดีษ

หากเราพิจารณากันแบบไม่เข้าข้างตัวเราเองแล้วละก็ วิถีแห่งการยึดโยงอิสลามมาเป็นสรณะใช้จริงบนโลกใบนี้ เราห่างชั้นกับมุสลิมในอดีต (ชาวสลัฟ) เสียนี่ปะไร? ความเคร่งครัด การเอาจริงเอาจัง-การทุ่มเทต่อการนำอิสลามมาปฏิบัตินั้น พวกเขาทุ่มเทแรงกาย-แรงใจโดยศิโรราบ และอย่างผู้จำนนยิ่ง, โดยเฉพาะบรรดาเศาะฮาบะฮฺด้วยแล้ว แทบไม่ต้องเอื้อนเอ่ยความอะไรมากนัก เพราะพวกเขาคือที่สุดของบุคคลแห่งความเลิศเลอ และสูงเกียรติยิ่ง

อิบนุ อุมัรฺ เป็นเศาะฮาบะฮฺชั้นแนวหน้าผู้หนึ่ง เดินตามแนวทางท่านนบีทุกกระเบียดนิ้วก็คงมิผิดนัก คราหนึ่งเขาเดินร่วมกับคนรับใช้ของเขาที่ชื่อ ท่านนาฟิอฺ, ระหว่างเดินร่วมกันไปนั้น เขาได้ยินเสียงเพลงเสียงดนตรีดังขึ้น ฉับพลันเขานำมือทั้งสองมาอุดหูทั้งสองของเขา ครั้นเดินมาได้สักพัก เขาไต่ถามท่านนาฟิอฺว่า ท่านได้ยินเสียงเพลงเสียงดนตรีอีกไหม? ท่านนาฟิอฺตอบว่า ไม่ได้ยินแล้วนะขอรับ จากนั้นเขาจึงปล่อยมือจากหูทั้งสองของเขา พลันเอื้อนเอ่ยขึ้นว่า ครั้นหนึ่งในอดีต ฉันเดินร่วมกับท่านนบีแบบนี้แหละ ระหว่างทางได้ยินเสียงเพลงเสียงดนตรีท่านนบีจึงยกมือมาอุดหู เยี่ยงที่ฉันทำเมื่อสักครู่นั่นแหละ เห็นรึยังว่า บรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านนบีปฏิบัติตามท่านนบีทุกกระเบียดนิ้วจริงๆ อะไรที่ท่านนบีทำ พูด หรือยอมรับ พวกเขาล้วนนำมาปฏิบัติใช้จริงบนวิถีแห่งการดำเนินชีวิตทั้งสิ้น จึงไม่ต้องแปลกใจหรอกว่า ทำไมบรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงได้รับเกียรติอันสูงส่งจากพระองค์อัลลอฮฺ? ทำไมพวกเขาจึงเป็นประชาชาติดีเลิศที่สุดตลอดกาล? ทำไมความประเสริฐของพวกเขาจึงมีมากกว่าประชาชาติในยุคหลัง? ผู้อ่านคงได้คำตอบอันกระจ่างแจ้งแล้ว....กระมัง

ทีนี้หันมามองมุสลิมในยุคปัจจุบันดูบ้าง ต้องยอมรับความจริงว่า เราอยู่ในบรรยากาศแห่งเสียงเพลงเสียงดนตรี ณ ทุกๆ สถานที่ก็ว่าได้ จะไปไหนมาไหน? จะไปยืนอยู่ตรงไหน? ล้วนได้ยินเสียงดนตรีทั้งสิ้น ลางครั้งบนรถเมล์ เรายังได้เลย เดินตามห้างสรรพสินค้า....ก็ได้ยินเสียงดนตรี ไปกินอาหารร้านมุสลิมยังได้ยินเสียงดนตรี ภายในบ้านของเรา ก็ยังมีเสียงดนตรีซึ่งออกมาจากทีวี หรือทางโทรศัพท์มือถือด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นงานศาสนา-งานมัสญิดลางงานยังมีดนตรีมาเล่นในงานอีกต่างหาก

เรียกได้ว่า ทุกๆ มิติของชีวิตเราเจอะเจอกับเสียงเพลงเสียงดนตรีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยเราเสพเสียงดนตรีเป็นอาจิณนั่นแหละ ทำให้เราไม่รู้สึกรู้สาว่าสิ่งข้างต้นเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ทางศาสนา เพราะเราฟังจนเคยชิน

อิสลามพูดถึงเสียงดนตรีว่า “หะรอม (ต้องห้าม)” อย่างชัดเจน เพราะเสียงดนตรีดึงจิตวิญญาณความเป็นมุสลิมจากตัวของมุสลิม ดนตรีคือเสียงทำให้หลงลืมการรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮฺอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด ไม่มีใครหรอกฟังดนตรี-เล่นดนตรีแล้วรำลึกถึงอัลลอฮฺ มีแต่ออกห่างจากบัญญัติของอัลลอฮฺ....เสียมิว่า ลางคนเล่นดนตรีเดินออกจากอิสลามก็มีให้เห็นอยู่ถมถืด

ท้ายนี้ ตรองดูเถิดว่า การที่เราฝ่าฝืนหลักการศาสนาอย่างชัดเจนที่สุด ทว่าเรากลับคลุกคลีตีโมงอยู่สิ่งเหล่านั้นจนกลายเป็นวิถีส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปเสียฉิบนั้น, นั่นคือสิ่งซึ่งอัปยศที่สุด-เลวร้ายที่สุดของมุสลิมยุคปัจจุบัน....ก็คงมิผิดนัก

[1] บางทัศนะหมายถึง เสียงนกหวีด หรือการเป่าปากคล้ายเสียงนกหวีด, ลางทัศนะอธิบายว่า เป็นเสียงดนตรี (วัลลอฮุอะอฺลัม)

[2] หะดีษเศาะหี้หฺ, บันทึกโดยอบู ดาวูด หะดีษที่ 4924

https://islamhouse.muslimthaipost.com/article/23721

บทความที่น่าสนใจ

อัพเดทล่าสุด